ยุโรปเผชิญคลื่นหนาวรุนแรง เมืองใหญ่ชะงัก ระบบคมนาคมปั่นป่วน สะท้อนความผันผวนภูมิอากาศโลก

ยุโรปกำลังตกอยู่ในภาวะชะงักงันจากคลื่นความหนาวจัดรุนแรงที่สุดระลอกหนึ่งในช่วงต้นฤดูหนาวปีนี้ สภาพอากาศเยือกแข็งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งต่อการเดินทาง ระบบสาธารณูปโภค และความปลอดภัยของประชาชน ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ความผิดปกติชั่วคราว แต่เป็นสัญญาณชัดของความแปรปรวนด้านสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของระบบโลก

ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มวลอากาศเย็นจัดจากแถบอาร์กติกได้แผ่ปกคลุมยุโรปตอนกลางและตะวันตก ทำให้อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว หลายพื้นที่ในฟินแลนด์และภูมิภาคสแกนดิเนเวียเผชิญอุณหภูมิต่ำกว่า –30 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าต่ำผิดปกติสำหรับช่วงเวลานี้ของปี ขณะที่ประเทศในยุโรปเหนือและยุโรปกลางจำนวนมากมีอุณหภูมิติดลบหลายองศา พร้อมกับหิมะตกหนักและน้ำแข็งเกาะพื้นผิวถนนอย่างกว้างขวาง

สภาพอากาศสุดขั้วส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานต้องรับแรงกดดันอย่างหนัก หลายพื้นที่เผชิญไฟฟ้าดับ ระบบประปาขัดข้อง และความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในภูมิภาคบอลข่านที่ได้รับผลกระทบจากหิมะและลมหนาวอย่างรุนแรง มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 รายทั่วทวีป ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุบนถนนที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งและหิมะ รวมถึงเหตุการณ์กิ่งไม้และสิ่งปลูกสร้างพังถล่มจากน้ำหนักของหิมะ

ระบบคมนาคมยุโรปได้รับผลกระทบอย่างหนัก สนามบินหลักหลายแห่งต้องยกเลิกและเลื่อนเที่ยวบินจำนวนมาก ส่งผลให้ผู้โดยสารนับพันติดค้างอยู่ภายในอาคารผู้โดยสาร สนามบินชาร์ล เดอ โกล ในกรุงปารีส และสนามบินสคิปโฮล ของเนเธอร์แลนด์ เป็นจุดที่ได้รับผลกระทบชัดเจน โดยมีเที่ยวบินถูกยกเลิกหลายร้อยเที่ยว ขณะที่ระบบรถไฟและรถไฟความเร็วสูง รวมถึงเส้นทางระหว่างประเทศอย่างยูโรสตาร์ ต้องชะลอหรือหยุดให้บริการชั่วคราว ถนนสายหลักในหลายเมืองถูกปิดเนื่องจากความลื่นและทัศนวิสัยต่ำ เพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุอย่างต่อเนื่อง

นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า คลื่นความหนาวครั้งนี้เกิดจากความผิดปกติของระบบบรรยากาศหลายปัจจัยร่วมกัน หนึ่งในนั้นคือการอ่อนตัวและแยกตัวของกระแสลมวนขั้วโลกหรือ Polar Vortex ซึ่งเปิดทางให้มวลอากาศเย็นจัดจากอาร์กติกเคลื่อนตัวลงสู่ละติจูดกลางของโลกได้ง่ายขึ้น ประกอบกับการเกิดบล็อกอากาศเหนือกรีนแลนด์ที่เปลี่ยนทิศทางกระแสลมเจ็ตสตรีม ทำให้อากาศหนาวไหลลงสู่ยุโรปกลางและตอนใต้ นอกจากนี้ ปรากฏการณ์เชื่อมโยงระหว่างระบบภูมิอากาศโลก หรือ teleconnections เช่น ลานีญาที่กำลังอ่อนกำลัง ยังมีส่วนเสริมให้ฤดูหนาวปีนี้มีความสุดขั้วมากขึ้น

แม้แนวโน้มระยะยาวของโลกจะยังคงอุ่นขึ้นจากภาวะโลกร้อน แต่ข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานด้านภูมิอากาศระดับโลกชี้ว่า ความร้อนที่สะสมในระบบโลกไม่ได้ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นอย่างสม่ำเสมอ หากกลับเพิ่มความผันผวนของสภาพอากาศในหลายภูมิภาคพร้อมกัน ความไม่เสถียรของระบบไหลเวียนบรรยากาศระดับสูง ทำให้ทั้งมวลอากาศร้อนและหนาวสามารถเคลื่อนตัวไปยังพื้นที่ที่ไม่เคยเผชิญสภาพสุดขั้วมาก่อน

ผลลัพธ์คือ โลกในช่วงเวลานี้ต้องเผชิญทั้งคลื่นความร้อนและคลื่นความหนาวรุนแรงในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งไม่ใช่ความขัดแย้งกับภาวะโลกร้อน แต่เป็นหนึ่งในลักษณะสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นักวิจัยเตือนว่า หากไม่มีการเตรียมความพร้อมด้านระบบสาธารณูปโภคและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วลักษณะนี้จะเกิดบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น และสร้างความเสี่ยงต่อชีวิตและเศรษฐกิจของโลกมากกว่าที่เคยเป็นมา