AI–EV ดิสรัปแรงงานไทย 10 ล้านคน เร็วกว่าคาด 10 ปี เตือนรัฐเร่งสร้างเศรษฐกิจชุมชนเป็นกันชนสังคม

การเร่งตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเปลี่ยนโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจและตลาดแรงงานไทยอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้แรงงานไทยราว 10 ล้านคน จากแรงงานในระบบกว่า 40 ล้านคน มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่เร็วกว่าที่เคยประเมินไว้

นายกิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เปิดเผยว่า เดิมทีแผนแม่บทเศรษฐกิจฐานรากประเมินว่าผลกระทบจากเทคโนโลยีจะเริ่มชัดเจนในช่วงปี 2580 แต่จากความก้าวหน้าของ AI และ EV ที่เกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้กรอบเวลาดังกล่าวขยับเข้ามาเร็วขึ้นถึง 10 ปี และเริ่มเห็นผลกระทบตั้งแต่ราวปี 2570

หนึ่งในแรงกระแทกสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีโครงสร้างการผลิตที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่รถยนต์สันดาปใช้ชิ้นส่วนกว่า 300,000 ชิ้น เหลือเพียงราว 20,000 ชิ้นในรถยนต์ไฟฟ้า การลดลงของชิ้นส่วนส่งผลโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานและความต้องการแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานฝีมือและวิศวกรในอุตสาหกรรมยานยนต์เดิมที่มีอยู่ตั้งแต่ประมาณ 200,000 คน ไปจนถึงอาจสูงถึง 1 ล้านคน ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง หากไม่สามารถปรับทักษะเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ได้ทัน

ขณะเดียวกัน AI และระบบอัตโนมัติได้เริ่มเข้ามาแทนที่แรงงานในภาคบริการอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย พนักงานทำความสะอาด พนักงานบริการ รวมถึงงานบางส่วนในสายดิจิทัลและผู้สร้างคอนเทนต์ โดยเฉพาะงานที่ใช้ทักษะระดับปานกลางหรือต่ำกว่า ซึ่ง AI สามารถทำได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าและมีประสิทธิภาพสูงกว่า ส่งผลให้ความมั่นคงในการจ้างงานของแรงงานจำนวนมากเริ่มสั่นคลอน

สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการคาดการณ์ล่วงหน้า แต่เริ่มปรากฏให้เห็นแล้วในหลายประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ที่มีการปลดแรงงานจำนวนมากจากการนำ AI และหุ่นยนต์มาใช้แทนคน จนนำไปสู่การประท้วงและปัญหาทางสังคมในบางพื้นที่ ซึ่งสะท้อนว่าหากรัฐเร่งส่งเสริมเทคโนโลยีโดยไม่มีมาตรการรองรับแรงงาน ภาคธุรกิจจะเปลี่ยนโมเดลการผลิตทันที และผลกระทบจะตกอยู่กับแรงงานและครัวเรือนโดยตรง

นายกิตติ ระบุว่า แนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาครัฐและพรรคการเมืองในปัจจุบันยังมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น หรือการส่งเสริมอุตสาหกรรมไฮเทคเพื่อดันตัวเลขจีดีพีในระดับมหภาค แต่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้นมักสร้างการจ้างงานจำนวนน้อย ขณะที่ยังขาดมาตรการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมเพื่อเปิดเวลาให้แรงงานสามารถปรับทักษะ ยกระดับทักษะ หรือพัฒนาอาชีพใหม่ได้ทันกับความเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่น่ากังวลคือ ภาคธุรกิจบางส่วนอาจใช้จังหวะนี้ปิดกิจการเพื่อเลิกจ้างแรงงาน ก่อนกลับมาเปิดใหม่โดยใช้เครื่องจักรและระบบอัตโนมัติแทนคน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เริ่มเห็นแล้วในโรงงานบางแห่ง และทำให้แรงงานจำนวนมากถูกทิ้งไว้ข้างหลังโดยไม่มีหลักประกัน

ในบริบทการเมืองปัจจุบัน นายกิตติ ชี้ว่า ยังไม่เห็นนโยบายของพรรคการเมืองใดให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นระบบและจริงจัง นโยบายส่วนใหญ่ยังคงมุ่งเน้นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และเทคโนโลยีขั้นสูง ขณะที่การสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชน ซึ่งเป็นพื้นที่รองรับแรงงานในยามวิกฤต กลับยังไม่ได้ถูกยกขึ้นเป็นวาระหลัก

เมื่อแรงงานหลุดออกจากภาคอุตสาหกรรมและบริการในเมืองใหญ่ ปลายทางสำคัญมักคือการกลับสู่ภูมิลำเนา เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจชุมชนได้ทำหน้าที่เป็นตาข่ายรองรับทางสังคมที่สำคัญที่สุด การเสริมความเข้มแข็งให้ตลาดชุมชน การสร้างสมดุลระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงการเพิ่มมูลค่าให้ภาคเกษตร อาหาร และการท่องเที่ยว จึงเป็นแนวทางสำคัญในการรองรับแรงงานที่ได้รับผลกระทบ เพราะเป็นภาคเศรษฐกิจที่ยังต้องพึ่งพาทักษะมนุษย์สูงและไม่สามารถถูก AI ทดแทนได้ทั้งหมด

สำหรับบทบาทของ บพท. นายกิตติ ระบุว่า หน่วยงานมุ่งใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือเชิงปฏิบัติ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างอาชีพจริงในระดับพื้นที่ ด้วยงบประมาณปีละประมาณ 4,000–5,000 ล้านบาท โดยใช้ลักษณะการทำงานแบบแซนด์บ็อกซ์ เพื่อทดลองโมเดลแก้ปัญหาความยากจนและยกระดับทักษะแรงงาน ก่อนขยายผลสู่การกำหนดนโยบายในระดับประเทศ

นายกิตติ ทิ้งท้ายว่า หากรัฐยังคงมองเศรษฐกิจผ่านตัวเลขจีดีพีเพียงอย่างเดียว โดยไม่สร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจฐานรากและระดับครัวเรือน ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญปัญหาการว่างงานจำนวนมากตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจ สังคม และหนี้สินครัวเรือนที่รุนแรงและยืดเยื้อในระยะยาว