พาณิชย์เตือนส่งออกไทยปีนี้เสี่ยงชะลอ เร่งดัน FDI เปลี่ยนคำขอเป็นลงทุนจริง 4.8 แสนล้านบาท

กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่าการส่งออกไทยในปี 2569 มีความเสี่ยงชะลอตัว หลังเศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอนสูง และแรงเร่งส่งออกไปสหรัฐในปีก่อนเริ่มคลี่คลายลง โดยรัฐบาลเตรียมเร่งผลักดันการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศให้เกิดขึ้นจริงในประเทศ เพื่อพยุงเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะถัดไป

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา “Mission to Win for The Game Changer : ภารกิจพิชิตชัย แก้เกมไว คว้าแต้มต่อการค้าโลก” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ที่โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 500 คนว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่มีความผันผวนสูง ขณะที่อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีที่ผ่านมาอยู่ต่ำกว่าร้อยละ 2 และยังต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า การส่งออกซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย แม้จะขยายตัวได้ดีในปีก่อนจากการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ท่ามกลางความกังวลเรื่องมาตรการภาษี แต่ในปีนี้แนวโน้มการส่งออกอาจชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ และมีความเสี่ยงเข้าใกล้ระดับศูนย์หรืออาจหดตัว หากไม่มีแรงขับเคลื่อนใหม่เข้ามาเสริม

ในด้านการลงทุนจากต่างประเทศ นางศุภจีเปิดเผยว่า ปัจจุบันคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI มีมูลค่ารวมกว่า 1.3 ล้านล้านบาท โดยเป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ถึง 9.8 แสนล้านบาท รัฐบาลจึงตั้งเป้าหมายเร่งผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงในประเทศภายในปีนี้ไม่น้อยกว่า 480,000 ล้านบาท เพื่อชดเชยแรงส่งจากภาคส่งออกที่มีแนวโน้มอ่อนแรงลง

ทั้งนี้ การผลักดันให้การลงทุนเกิดขึ้นจริงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เนื่องจากงบประมาณภาครัฐมีข้อจำกัด โดยรัฐบาลพร้อมเร่งอำนวยความสะดวกด้านใบอนุญาตและกฎระเบียบต่าง ๆ ในลักษณะ fast pass เพื่อเปลี่ยนคำขอส่งเสริมการลงทุนให้เป็นเม็ดเงินลงทุนที่เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม

นางศุภจีกล่าวเพิ่มเติมว่า บริบทการค้าโลกในปัจจุบันได้เปลี่ยนจากโครงสร้างโลกสองขั้วไปสู่โลกหลายขั้ว หรือ Multipolar World ที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและความขัดแย้งเชิงเศรษฐกิจมากขึ้น ประเทศไทยจึงต้องวางตำแหน่งของตนเองอย่างรอบคอบ โดยในมุมมองของนานาชาติ เอเชียยังคงถูกมองว่าเป็นภูมิภาคแห่งโอกาส และไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่หลายฝ่ายต้องการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ในเชิงยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค กระทรวงพาณิชย์เห็นว่าประเทศไทยต้องยึดโยงกับอาเซียนให้เข้มแข็ง ใช้ขนาดตลาดและจำนวนประชากรของภูมิภาคเป็นพลังต่อรอง พร้อมต่อยอดจุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ที่ไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน นอกจากนี้ ไทยยังมีบทบาทสำคัญในฐานะประธานการเจรจาด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน เพื่อผลักดันกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน หรือ ASEAN Digital Economy Framework Agreement ซึ่งตั้งเป้ายกระดับมูลค่าการค้าและการลงทุนของอาเซียนจากระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการนำเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้ในการพัฒนาทักษะแรงงานและเพิ่มขีดความสามารถของภาคธุรกิจ โดยชี้ว่า AI จะไม่เข้ามาแทนที่แรงงาน แต่คนที่สามารถใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นผู้ได้เปรียบ และสามารถทดแทนผู้ที่ไม่ปรับตัวได้ในอนาคต

พร้อมกันนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังให้ความสำคัญกับการดูแลอุตสาหกรรมภายในประเทศ การปิดช่องว่างสินค้านำเข้าที่ทะลักเข้ามาอย่างไม่เป็นธรรม การยกระดับมาตรฐานสินค้าไทย รวมถึงการปราบปรามธุรกิจอำพรางและนอมินี โดยนำ AI มาใช้เชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่โปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น

นอกจากนี้ นโยบายการค้าของไทยในระยะต่อไปจะมุ่งสู่การค้าอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ผ่านการสนับสนุนพลังงานสะอาด การพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว และการสร้างความร่วมมือทางการค้าในลักษณะห่วงโซ่อุปทานที่คำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว

นางศุภจีกล่าวทิ้งท้ายว่า การทำการค้าในโลกยุคใหม่ไม่สามารถมองเพียงจุดใดจุดหนึ่งได้อีกต่อไป แต่ต้องมองเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันหลายมิติ และไทยต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างมีคุณค่า หากสามารถทำได้สำเร็จ ประเทศไทยจะไม่ใช่เพียงผู้ตามเกมการค้าโลก แต่จะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมกำหนดทิศทางของเกมเศรษฐกิจโลกในอนาคต