เศรษฐกิจไทยในทางตัน จากยุคเติบโตพุ่งแรงสู่กับดักโครงสร้าง เมื่อเครื่องยนต์หลักไม่ตอบสนอง
รายงานของสำนักข่าวไฟแนนเชียลไทมส์สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญภาวะชะลอตัวเชิงลึก จนถูกขนานนามว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” ท่ามกลางการอ่อนแรงพร้อมกันของภาคการบริโภค การผลิต และการท่องเที่ยว ซึ่งล้วนเป็นเสาหลักของระบบเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเพียงต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังสะเทือนถึงรายได้ประชาชน ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเสถียรภาพในระยะยาวของประเทศ
ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยติดอยู่ในกับดักการเติบโตต่ำ โดยขยายตัวเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปี ทั้งที่ในอดีตเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตเร็วที่สุดของเอเชีย โดยเฉพาะในช่วงปลายทศวรรษ 2530 ที่อัตราการเติบโตเคยพุ่งสูงถึงระดับสองหลัก ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างยาวนาน และยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ
หนึ่งในแรงกดดันสำคัญคือโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ขณะที่จำนวนประชากรลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่สี่ และอัตราการเกิดอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบกว่าเจ็ดทศวรรษ ส่งผลให้กำลังแรงงานหดตัวและศักยภาพการเติบโตในระยะยาวลดลงควบคู่กันไป ขณะเดียวกัน ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเกือบ 90% ของ GDP ยังบั่นทอนกำลังซื้อและความสามารถในการบริโภคของภาคครัวเรือนอย่างมีนัยสำคัญ
ภาคการผลิตซึ่งเคยเป็นหัวใจของเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากสินค้านำเข้าราคาถูกจากจีน และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเวียดนาม อุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งเคยเป็นเรือธงของภาคอุตสาหกรรมไทยได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน จากการที่ผู้ผลิตรายใหญ่หลายรายตัดสินใจปิดโรงงานหรือปรับลดกำลังการผลิต ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมอ่อนตัวต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564 ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตยังไม่สามารถกลับไปสู่ระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดได้
ภาพสะท้อนของความอ่อนแอยังปรากฏในตลาดทุน โดยตลาดหุ้นไทยกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในเอเชีย ในปี 2568 ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวลดลงราว 10% ในสกุลเงินท้องถิ่น สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ถดถอย และความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต
ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์หลักเริ่มแสดงสัญญาณสะดุด แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2568 จะอยู่ที่เกือบ 33 ล้านคน แต่ยังลดลงจากปีก่อนหน้า และยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับไปสู่ระดับสูงสุดก่อนเกิดโรคระบาดได้เต็มที่ ปัจจัยด้านความกังวลเรื่องความปลอดภัย รวมถึงการแข่งขันจากประเทศคู่แข่งอย่างญี่ปุ่นและเวียดนาม กลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อศักยภาพการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวไทย
นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงผู้นำบ่อยครั้งยังส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า และการขับเคลื่อนโครงการลงทุนขนาดใหญ่ขาดความต่อเนื่อง ซึ่งยิ่งซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ว่า การที่ไทยเปลี่ยนจากประเทศที่เคยถูกมองว่าเป็น “เสือของเอเชีย” มาเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” ภายในระยะเวลาเพียงสิบปี เป็นสัญญาณเตือนที่น่าตกใจและไม่อาจมองข้ามได้
สอดคล้องกับมุมมองของ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ที่มองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงผลของวัฏจักรเศรษฐกิจระยะสั้น และที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ การขาดเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ที่จะเข้ามาทดแทนบทบาทของอุตสาหกรรมเดิม
ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่คือความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านแรงงาน อุตสาหกรรม การลงทุน และธรรมาภิบาล หากไม่สามารถสร้างทิศทางการเติบโตใหม่ที่ยั่งยืนได้ ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับภาวะเติบโตต่ำอย่างยาวนาน และสูญเสียบทบาททางเศรษฐกิจในภูมิภาคอย่างถาวร

