วงจรคอร์รัปชัน “ซื้อเสียง–ถอนทุนคืน” กับผลกระทบต่อเศรษฐกิจและปากท้องคนไทย
ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องจริยธรรมหรือการเมืองเท่านั้น แต่ยังส่งแรงกระเพื่อมลึกถึงโครงสร้างเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง นักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า กลไกการทุจริตสามารถบั่นทอนการเติบโตของประเทศได้หลายช่องทาง ตั้งแต่การลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ไปจนถึงการเพิ่มต้นทุนให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในช่วงการเลือกตั้งที่อาจเกิดวงจร “ซื้อเสียง–ถอนทุนคืน” ซึ่งซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำและทำให้เศรษฐกิจไทยย่ำอยู่กับที่
นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญอย่างมากกับระดับความโปร่งใสของประเทศปลายทาง หลายประเทศ โดยเฉพาะในยุโรป มีกฎหมายที่เข้มงวดเกี่ยวกับการต่อต้านการติดสินบน หากประเทศใดมีภาพลักษณ์ด้านคอร์รัปชันที่ไม่ดี ย่อมทำให้นักลงทุนลังเลหรือเลือกย้ายเงินลงทุนไปยังประเทศที่มีธรรมาภิบาลชัดเจนกว่า ผลที่ตามมาคือไทยอาจพลาดโอกาสในการดึงดูดเงินทุน เทคโนโลยี และการจ้างงานใหม่ๆ
ในระดับภาคธุรกิจภายในประเทศ ผลกระทบก็เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ผู้ประกอบการที่ต้องการขยายกิจการหรือขอใบอนุญาตต่างๆ อาจเผชิญต้นทุนแฝงจากกระบวนการที่ไม่โปร่งใส โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กซึ่งมีอำนาจต่อรองต่ำ เมื่อเศรษฐกิจเติบโตช้าและกำลังซื้อของประชาชนอ่อนแรง การผลักภาระต้นทุนเพิ่มไปยังผู้บริโภคทำได้ยาก ธุรกิจจึงต้องแบกรับต้นทุนไว้เอง ส่งผลให้กำไรลดลง การลงทุนใหม่ชะลอตัว และการจ้างงานไม่ขยายตัวตามที่ควร
วงจร “ซื้อเสียง–ถอนทุนคืน” ในช่วงเลือกตั้งยิ่งทำให้ปัญหาฝังลึกมากขึ้น หากมีการใช้เงินเพื่อแลกกับคะแนนเสียง ผู้ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งอาจมุ่งเน้นการดึงผลประโยชน์กลับคืนในระยะสั้นผ่านโครงการรัฐ การจัดซื้อจัดจ้าง หรือการลดคุณภาพงานเพื่อให้เกิดเงินทอน แทนที่จะมุ่งเน้นนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว วงจรเช่นนี้ทำให้ทรัพยากรของรัฐไม่ถูกใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพหรือยกระดับศักยภาพประเทศอย่างแท้จริง แต่กลับกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนบางกลุ่ม
ผลลัพธ์ระยะยาวคือความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น เมื่อผลประโยชน์กระจายไม่ทั่วถึง โอกาสทางเศรษฐกิจของคนส่วนใหญ่ถูกจำกัด ดัชนีชี้วัดความเหลื่อมล้ำอย่างจีนีมีแนวโน้มสะท้อนปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันคะแนนภาพลักษณ์การคอร์รัปชันของไทยที่ลดลงยังส่งสัญญาณเชิงลบต่อสายตานานาชาติ ยิ่งซ้ำเติมความท้าทายในการแข่งขันกับประเทศอื่นในภูมิภาค
การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน องค์กรอิสระต้องทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มแข็งและโปร่งใส ภาคประชาชนต้องมีส่วนร่วมทางการเมืองมากกว่าการลงคะแนนเสียง แต่รวมถึงการติดตามตรวจสอบนโยบายและการใช้งบประมาณอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการยืนหยัดไม่สนับสนุนการจ่ายสินบน เพราะแรงกดดันจากภาคธุรกิจสามารถเป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงระบบได้
ท้ายที่สุด คอร์รัปชันไม่ใช่เพียงต้นทุนที่มองไม่เห็น แต่เป็นภาระที่สะท้อนออกมาในรูปของเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ โอกาสการทำมาหากินที่จำกัด และคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ไม่ก้าวหน้า หากวงจร “ซื้อเสียง–ถอนทุนคืน” ไม่ถูกตัดขาด เศรษฐกิจไทยก็อาจติดอยู่ในกับดักการเติบโตต่ำและความเหลื่อมล้ำที่ฝังรากลึกต่อไปในระยะยาว

