แรร์เอิร์ธ: ขุมทรัพย์ใต้ดินไทย กับโจทย์ใหญ่สู่เศรษฐกิจยุคเทคโนโลยี
ท่ามกลางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและพลังงานสะอาดของโลก “แรร์เอิร์ธ” หรือธาตุหายาก กลายเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์ที่หลายประเทศเร่งช่วงชิงและสะสม เพราะเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ตั้งแต่สมาร์ตโฟน รถยนต์ไฟฟ้า กังหันลม ไปจนถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง แม้ชื่อจะสื่อว่าหายาก แต่ในความเป็นจริงธาตุกลุ่มนี้ไม่ได้มีปริมาณน้อยในเปลือกโลก เพียงแต่การสกัดและแยกออกมาใช้ประโยชน์ทำได้ยากและต้องใช้เทคโนโลยีเฉพาะทาง
ธาตุหายาก หรือ Rare Earth Elements ประกอบด้วยธาตุ 17 ชนิด ได้แก่ กลุ่มแลนทาไนด์ 15 ธาตุ ร่วมกับสแกนเดียมและอิตเทรียม จุดเด่นของธาตุเหล่านี้คือคุณสมบัติทางแม่เหล็กและไฟฟ้าที่เหมาะกับการผลิตแม่เหล็กถาวรกำลังสูง ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญในมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม รวมถึงอุปกรณ์ดิจิทัลต่าง ๆ จึงกล่าวได้ว่า หากขาดแรร์เอิร์ธ การพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัลย่อมสะดุดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในเวทีโลก จีน คือผู้ผลิตธาตุหายากรายใหญ่ที่สุด โดยเฉพาะจากแหล่งแบบไอออนดูดซับในดินซึ่งสกัดได้ง่าย ขณะที่ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย มาเลเซีย อินเดีย แคนาดา และ รัสเซีย ต่างก็มีนโยบายกำหนดให้ธาตุหายากเป็นแร่ยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
สำหรับประเทศไทย งานวิจัยทางธรณีวิทยาชี้ว่า ไทยมีศักยภาพด้านแรร์เอิร์ธครอบคลุมถึงสามรูปแบบสำคัญ รูปแบบแรกคือแหล่งปฐมภูมิในหินแกรนิต ซึ่งกระจายตัวตั้งแต่ภาคเหนือถึงภาคใต้ หินประเภทนี้สัมพันธ์กับการเกิดแร่ดีบุก ทังสเตน และลิเทียม โดยบางพื้นที่พบค่าธาตุหายากสูงกว่าองค์ประกอบเฉลี่ยของเปลือกโลกหลายเท่า
รูปแบบที่สองคือแหล่งลานแร่และแร่หนัก ซึ่งพบร่วมกับแหล่งดีบุก เช่น แร่โมนาไซต์ ซีโนไทม์ และแอลลาไนต์ แหล่งลักษณะนี้ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียมีการสำรวจและรายงานปริมาณอย่างชัดเจนแล้ว แต่ในไทยยังขาดข้อมูลเชิงปริมาณที่เป็นระบบ แม้จะมีศักยภาพใกล้เคียงกันก็ตาม
รูปแบบที่สามคือแหล่งแบบไอออนดูดซับในดิน ซึ่งเกิดจากการผุพังของหินต้นกำเนิดแล้วธาตุหายากถูกดูดซับไว้ในชั้นดิน ข้อได้เปรียบของแหล่งชนิดนี้คือกระบวนการทางธรรมชาติช่วยแยกธาตุไว้ระดับหนึ่ง ทำให้การสกัดง่ายกว่าการบดและแยกจากหินโดยตรง แหล่งประเภทนี้เองที่ทำให้จีนก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจด้านการผลิตแรร์เอิร์ธของโลก
แม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพทั้งสามรูปแบบ แต่โจทย์สำคัญคือ เรายังไม่ทราบปริมาณที่แน่ชัด การขาดข้อมูลเชิงลึกทำให้ไม่สามารถวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ได้อย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการสำรอง การพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่อง หรือการเจรจาทางเศรษฐกิจในอนาคต การเร่งสำรวจอย่างเป็นระบบจึงเป็น “กระดุมเม็ดแรก” ที่จำเป็น เพื่อให้การตัดสินใจตั้งอยู่บนฐานข้อมูล ไม่ใช่การคาดการณ์
อีกประเด็นสำคัญคือการบริหารจัดการอย่างรอบด้าน เพราะแรร์เอิร์ธเป็นทรัพยากรใช้แล้วหมดไป หากเร่งผลิตโดยขาดมาตรการสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด อาจสร้างผลกระทบต่อชุมชนและระบบนิเวศในระยะยาว ดังนั้น นโยบายที่ดีต้องสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์ คำนึงถึงสุขภาพของประชาชน และโอกาสของคนรุ่นต่อไป
ในภาพใหญ่ แรร์เอิร์ธไม่ใช่เพียงแร่ธาตุธรรมดา แต่เป็นกุญแจของเศรษฐกิจพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง หากไทยสามารถสำรวจข้อมูลได้ชัดเจน พัฒนาบุคลากรและเทคโนโลยีรองรับ และกำหนดทิศทางนโยบายที่โปร่งใสและยั่งยืน ขุมทรัพย์ใต้ผืนแผ่นดินนี้อาจกลายเป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลกในอนาคต

