วิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วกำลังสร้างแรงกระแทกครั้งใหญ่ต่อภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ธุรกิจยังอยู่ระหว่างฟื้นตัวจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นไม่เพียงกระทบต้นทุนการผลิตเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงค่าขนส่งและสภาพคล่องของผู้ประกอบการในวงกว้าง
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า จากการสำรวจ 48 กลุ่มอุตสาหกรรม พบว่าต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 12-20% ขณะที่ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ขยับขึ้นอีก 15-20% ตามราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งจากไม่ถึง 30 บาทต่อลิตร ไปแตะระดับเกือบ 40-50 บาทในปัจจุบัน กลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น ปูนซีเมนต์ แก้ว เซรามิก และเหล็ก จึงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด
ผลกระทบดังกล่าวเริ่มเห็นชัดในภาคธุรกิจจริง โดยมีกรณีโรงงานพลาสติกขนาดใหญ่ในจังหวัดสมุทรสาครที่ต้องลดจำนวนพนักงานลงครึ่งหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจปิดกิจการในที่สุด สาเหตุหลักมาจากต้นทุนเม็ดพลาสติกที่เพิ่มขึ้นถึง 40-50% ผนวกกับต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่พุ่งขึ้นต่อเนื่อง จนไม่สามารถประคองสภาพคล่องได้
สถานการณ์นี้ถูกมองว่าเป็น “สัญญาณเตือน” ของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน หากราคาพลังงานยังทรงตัวในระดับสูงต่อไป อาจเกิดการหยุดผลิตหรือปิดกิจการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะถัดไป เนื่องจากธุรกิจจำนวนมากเริ่มเผชิญปัญหาเงินหมุนไม่ทัน และกำไรที่บางลงเรื่อยๆ
ในมุมของภาครัฐ ภาคเอกชนเสนอให้เร่งใช้มาตรการช่วยเหลืออย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาพยุงราคา หรือการพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน แม้จะมีข้อกังวลด้านวินัยการคลัง ขณะเดียวกันยังเสนอให้ตรวจสอบโครงสร้างตลาดน้ำมัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ค้าน้ำมัน เพื่อป้องกันการบิดเบือนราคาในระบบ
ด้านภาคธุรกิจเองก็ต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในระยะสั้นและระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนแบบ Lean การนำเทคโนโลยีอย่าง AI มาใช้บริหารจัดการพลังงานและกระบวนการผลิต รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ เช่น การลดเที่ยวรถเปล่า และการปรับรูปแบบการทำงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายโดยรวม
แม้สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลาย แต่ความไม่แน่นอนยังคงอยู่สูง และมีแนวโน้มทำให้ราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง วิกฤตครั้งนี้จึงไม่ใช่แรงกระแทกแบบฉับพลัน แต่เป็นแรงกดดันที่ค่อยๆ ซึมลึก ซึ่งอาจบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว หากไม่มีการรับมืออย่างเป็นระบบจากทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมกัน

