ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของระบบโลจิสติกส์ หลังภาครัฐและเอกชนร่วมกันผลักดัน “เสรีทางราง” เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการขนส่ง ลดต้นทุนประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ผ่านพระราชบัญญัติการขนส่งทางรางฉบับใหม่ ที่จะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากโครงข่ายระบบรางได้มากขึ้น

ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นหารือภายในงาน “Rail Revolution: ผ่าทางตันต้นทุนพลังงาน พลิกโฉมโลจิสติกส์ไทยด้วย พ.ร.บ.ราง 2568” ซึ่งจัดโดยคณะอนุกรรมการด้านการขนส่งทางบก ภายใต้คณะกรรมการ Logistics & Supply Chain หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยมีเวทีเสวนา “Synergizing Thai Rail: ผนึกกำลังขับเคลื่อนเสรีทางรางและการขนส่งไร้รอยต่อ” เป็นหนึ่งในไฮไลท์สำคัญของงาน

นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและการจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาคมนาคมระยะ 20 ปี เพื่อผลักดันระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการลดการพึ่งพาการขนส่งทางถนน ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนสูงถึง 90% ของระบบขนส่งสินค้าในประเทศ และเป็นต้นเหตุสำคัญของต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูง รวมถึงปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและฝุ่น PM2.5

ภาครัฐตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการขนส่งสินค้าทางรางจากเพียง 2% ในปัจจุบัน ให้ขยับขึ้นสู่ 7% ภายในปี 2570 ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการรถไฟทางคู่ในเส้นทางยุทธศาสตร์ที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจ เช่น เส้นทางภาคใต้ช่วงสุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงการค้าชายแดนและการขนส่งระหว่างภูมิภาคได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากการพัฒนาโครงข่ายแล้ว ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับการสร้างระบบ “ขนส่งไร้รอยต่อ” ผ่านการจัดเตรียมจุดเปลี่ยนถ่ายสินค้า รองรับทั้งการเปลี่ยนขนาดรางและการเชื่อมต่อระหว่างรถบรรทุกกับระบบราง เพื่อให้การขนส่งทำได้รวดเร็ว ลดต้นทุน และตอบโจทย์การดำเนินงานของภาคเอกชนมากยิ่งขึ้น พร้อมเดินหน้าบูรณาการโครงข่ายคมนาคมร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค

ด้านนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ระบุว่า รฟท. อยู่ระหว่างการปรับบทบาทครั้งใหญ่ จากผู้ให้บริการเดินรถ สู่การเป็น “ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน” ตามแนวทางของ พ.ร.บ.การขนส่งทางรางฉบับใหม่ โดยเตรียมประกาศข้อกำหนดการใช้โครงข่ายระบบรางอย่างชัดเจน ทั้งเรื่องความจุทาง สถานี และลานบรรจุตู้สินค้า เพื่อเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการใช้โครงสร้างพื้นฐานได้อย่างโปร่งใสและแข่งขันได้มากขึ้น ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการปฏิรูประบบโลจิสติกส์ไทยในยุคใหม่ ที่มุ่งลดต้นทุนพลังงานและสร้างความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศในระยะยาว