ท่ามกลางกระแสความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก ผลสำรวจล่าสุดจากผู้บริหารระดับสูงด้านห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ทั่วโลกกว่า 3,500 คน สะท้อนภาพเชิงบวกอย่างน่าทึ่ง โดยกว่า 54% คาดการณ์ว่าการค้าโลกในปีนี้จะเติบโตเร็วกว่าปีที่ผ่านมา แม้จะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนเชิงนโยบายในปี 2569 ก็ตาม ปรากฏการณ์นี้เกิดจากการที่กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ต่างพร้อมใจกันปรับกลยุทธ์กระจายความเสี่ยง มุ่งหน้าสู่ตลาดใหม่ ยอมรับเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) และให้ความสำคัญกับการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อแสวงหาความยืดหยุ่นในการขนส่ง ซึ่งนี่ถือเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของประเทศไทยในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเหล่านี้

นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เข้ามานั่งแท่นประธานประชุมร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการท่าเทียบเรือสินค้าและคอนเทนเนอร์ (TICTA) เพื่อผลักดัน "ท่าเรือแหลมฉบัง" ประตูการค้าหลักของไทยให้ก้าวข้ามทุกข้อจำกัด โดยวาระเร่งด่วนคือการรื้อระบบกฎหมายเพื่อทวงคืนส่วนแบ่ง "สินค้าถ่ายลำ" (Transshipment) ที่เคยลดลงต่อเนื่องเหลือเพียง 0.7% เนื่องมาจากขั้นตอนศุลกากรที่ซับซ้อน รัฐบาลจึงเตรียมปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องถึง 17 ฉบับ โดยจะคัด 6 ฉบับสำคัญมาแก้ไขก่อนเพื่อเปลี่ยนจากระบบ "ขออนุญาต" เป็นการ "แจ้งข้อมูล" คาดว่าจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ได้ภายในเดือนกันยายน 2569 นี้ เพื่อติดสปีดให้พิธีการศุลกากรไทยลื่นไหลเทียบเท่ามาตรฐานโลก

นอกจากปมกฎหมายแล้ว รัฐบาลยังเล็งแก้ปัญหาแผลเรื้อรังอย่างตู้สินค้าตกค้าง (Long Stay) ที่สะสมอยู่กว่า 1,200 ตู้ โดยการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ได้อนุมัติงบประมาณ 26 ล้านบาท เพื่อพัฒนาพื้นที่จัดเก็บเพิ่มเติมอีก 5 ไร่ ยกระดับการหมุนเวียนตู้สินค้าให้ได้ถึง 1,000 TEU ต่อปี ซึ่งจะพร้อมเปิดใช้งานภายในปีงบประมาณ 2570 ควบคู่ไปกับการเร่งรัดอภิมหาโปรเจกต์ "ท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3" ซึ่งปัจจุบันมีความคืบหน้าภาพรวมอยู่ที่ 68.89% โดยงานโครงสร้างทางทะเลใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้วถึง 95.57% และเตรียมจะติดตั้งเครื่องจักรระบบรถไฟในช่วงปลายปี 2570 เพื่อเพิ่มศักยภาพการรองรับตู้สินค้าในอนาคต

ปัญหาจราจรติดขัดซึ่งเป็นอีกหนึ่งขวากหนามสำคัญก็ได้รับการผ่าตัดใหญ่ ปัจจุบันในชั่วโมงเร่งด่วนมีรถบรรทุกหลั่งไหลเข้าสู่แหลมฉบังสูงถึง 22,000 คันต่อวัน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมจึงสั่งการให้ กทท. บริหารพื้นที่ "Buffer Zone" เนื้อที่กว่า 127 ไร่ เพื่อใช้เป็นลานพักรถบรรทุกขนาดใหญ่ ตัดปัญหาแถวคอยท้ายยาวล้นออกไปบนทางหลวงสายหลัก พร้อมบังคับใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะอย่างระบบจองคิวรถบรรทุก (Truck Queue Booking) และมาตรฐาน Smart Port มาควบคุมให้ตู้รับส่งสินค้าผ่านด่านตรวจ Sub Gate ได้ไม่น้อยกว่า 50 คันต่อชั่วโมง พร้อมตั้งวอร์รูมบูรณาการเจ้าหน้าที่ทำงานร่วมกันตลอด 24 ชั่วโมง

การขยับตัวอย่างดุดันของกระทรวงคมนาคมและการท่าเรือแห่งประเทศไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการรับฟังเสียงของภาคเอกชนและร่วมกันอุดช่องโหว่ทางธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนท่าเรือแหลมฉบังให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่ทั้งรวดเร็ว ปลอดภัย และไร้รอยต่อ ซึ่งการทลายข้อจำกัดทั้งทางกฎหมายและกายภาพในจังหวะที่ซัพพลายเชนโลกกำลังมองหาบ้านหลังใหม่ จะเป็นแม่เหล็กชิ้นสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติเลือกปักหมุดประเทศไทยให้เป็นฮับหลักของภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน