สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) ออกมาเปิดขยับยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ เพื่อหนุนภาครัฐและเอกชนไทยในการปรับตัวรับมือกับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ กติกาการค้าโลกยุคใหม่ และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล นายวิมล ปั้นคง รองผู้อำนวยการ (วิชาการ) ITD เผยว่า สถาบันฯ กำลังเร่งผลักดันผลงานวิจัยยุทธศาสตร์ 4 ด้านหลัก ได้แก่ ระบบราง เกษตรยั่งยืน เศรษฐกิจดิจิทัลและสีเขียว และระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อเปลี่ยนข้อได้เปรียบทางกายภาพของไทยให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจจริง พร้อมยกระดับประเทศจากเพียง "ผู้ขายสินค้า" ไปสู่การเป็น "Trusted Partner" ที่ร่วมสร้างคุณค่าบนเวทีโลก

หนึ่งในประเด็นไฮไลต์คือการวิเคราะห์การเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยงานวิจัยชี้ว่าความต้องการ Data Center ทั่วโลกกำลังขยายตัวอย่างมหาศาลจากการหลั่งไหลของเทคโนโลยี AI โดยคาดการณ์ว่ากำลังการติดตั้ง Data Center ทั่วโลกจะพุ่งขึ้นจาก 114 กิกะวัตต์ในปี 2568 ไปแตะ 226 กิกะวัตต์ในปี 2573 และสูงถึง 277 กิกะวัตต์ในปี 2578 แม้ประเทศไทยจะมีความพร้อมสูงในด้านพลังงานสะอาด แต่ ITD แนะว่ารัฐบาลต้องกำหนดเงื่อนไขการลงทุนอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะมาตรการสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากร โดยศึกษาแนวทางจากสิงคโปร์และมาเลเซียเพื่อกำกับดูแลอย่างเข้มงวดให้เกิดประโยชน์ระยะยาว

นอกจากนี้ การเข้าสู่ตลาดการค้าโลกยุคใหม่ยังให้ความสำคัญกับระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) คุณภาพ และความยั่งยืนของสินค้า โดยเฉพาะในหมวดเกษตรและอาหาร แต่ปัจจุบันระบบข้อมูลของไทยยังประสบปัญหาการทำงานแบบแยกส่วน ITD จึงเสนอให้มีการเร่งจัดทำ "มาตรฐานข้อมูลกลาง" บูรณาการฐานข้อมูลข้ามหน่วยงาน พร้อมคลอดกฎหมายกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรไทยในสายตาผู้บริโภคทั่วโลก

ในมิติของโลจิสติกส์และการเชื่อมโยงภูมิภาค แม้ไทยจะมีตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่เป็นดั่งไข่แดงเชื่อมอาเซียน จีน อินเดีย และเอเชียใต้ แต่โจทย์สำคัญคือการบูรณาการระบบราง ถนน ท่าเรือ พิธีการศุลกากร และกฎระเบียบข้ามพรมแดนให้กลายเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์ การลดต้นทุนและยกระดับสปีดการขนส่งจะช่วยสถาปนาให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค ซึ่งจะกระจายความเจริญและเม็ดเงินการค้าลงสู่ท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน งานวิจัยด้านระเบียงเศรษฐกิจพิเศษและ FTA สะท้อนว่า ผู้ประกอบการ SMEs ไทยยังใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์การค้าเสรีได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากติดขัดเรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้าและมาตรฐานซับซ้อนของประเทศคู่ค้า ITD จึงเสนอเร่งจัดตั้ง "FTA Clinic" เพื่อให้คำปรึกษาเชิงลึก นำผู้ประกอบการรายใหญ่มาจับคู่ช่วยดัน SMEs และปรับบทบาทระเบียงเศรษฐกิจไทยจากการเป็นเพียงฐานผลิตและประกอบ ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มตั้งแต่ต้นน้ำ ทั้งงานวิจัย ออกแบบ แบรนด์ดิ้ง และการทำการตลาด

หัวใจสำคัญสูงสุดในยามนี้คือการสร้าง "Connectivity" หรือการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ บิ๊กดาต้า ผู้ประกอบการ ตลอดจนกฎระเบียบทางการค้าเข้าด้วยกัน การผลักดันงานวิจัยไปสู่การปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนศักยภาพแฝงของประเทศไทยให้กลายเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนบนสมรภูมิการค้าโลกยุคใหม่