สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดคาดไทยได้รัฐบาลใหม่กลางปี 2569 การเมืองนิ่งหนุนเศรษฐกิจฟื้น ดอกเบี้ยมีโอกาสต่ำกว่า 1%
ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดประเมินภาพเศรษฐกิจไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง โดยคาดว่าการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านอย่างราบรื่น แม้กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะต้องใช้เวลาในกรอบกฎหมายก็ตาม ทั้งนี้ ตลาดการเงินและนักลงทุนยังมองความเสี่ยงทางการเมืองของไทยอยู่ในระดับต่ำ และไม่คาดว่าจะเกิดเหตุความรุนแรงหรือการประท้วงขนาดใหญ่เหมือนในอดีต เนื่องจากความขัดแย้งในปัจจุบันเป็นความต่างเชิงนโยบายมากกว่าความขัดแย้งบนท้องถนน
ดร.ทิม ลีฬนะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทยและเวียดนามของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ระบุว่า จากสถิติในอดีต กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลจนถึงการแถลงนโยบายใช้เวลาประมาณ 119 วัน ซึ่งทำให้คาดว่าไทยจะมีรัฐบาลใหม่พร้อมเริ่มทำงานได้ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2569 อย่างไรก็ดี หากกระบวนการล่าช้า อาจส่งผลให้การใช้งบประมาณปี 2570 ไม่ทันในไตรมาสสุดท้ายของปี และอาจต้องเลื่อนไปถึงต้นปีถัดไป
ในเชิงฉากทัศน์ทางการเมือง สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดมองว่ามีหลายความเป็นไปได้ ตั้งแต่การจัดตั้งรัฐบาลที่มีความต่อเนื่องเชิงนโยบาย ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจากพรรคการเมืองใหม่ หรือการประนีประนอมทางการเมืองระหว่างพรรคขนาดใหญ่ ซึ่งทั้งหมดจะเป็นปัจจัยที่ตลาดต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงหลังการเลือกตั้ง
สำหรับโจทย์สำคัญของรัฐบาลใหม่ ดร.ทิมชี้ว่า วินัยทางการคลังจะเป็นประเด็นที่ท้าทายมากขึ้น เนื่องจากระดับหนี้สาธารณะของไทยมีแนวโน้มขยับเข้าใกล้เพดาน 70% ของ GDP ขณะที่ปัจจุบันไทยยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มมุมมองเชิงลบ (Negative Outlook) จากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง Fitch และ Moody’s การรักษาอันดับเครดิตให้อยู่ในระดับ Investment Grade จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในระยะต่อไป
ด้านค่าเงินบาท สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดมองว่าการแข็งค่าในช่วงนี้เป็นเพียงระยะสั้น โดยได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นก่อนการเลือกตั้ง ราคาทองคำที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วใกล้ระดับ 5,100 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ รวมถึงปัจจัยฤดูกาลจากการท่องเที่ยวในช่วงตรุษจีนที่คาดว่านักท่องเที่ยวจีนจะกลับมาเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ธนาคารยังคงมุมมองว่าเงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าในระยะถัดไป สะท้อนปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐ หากธนาคารกลางสหรัฐไม่ปรับลดดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาด รวมถึงแนวโน้มเงินทุนของคนไทยที่ไหลออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น
แม้ปัจจุบันเงินบาทแข็งค่ามาอยู่ในช่วงประมาณ 30.5–30.6 บาทต่อดอลลาร์ แต่สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดยังคงคาดการณ์ว่าเงินบาทจะอ่อนค่ากลับไปที่ระดับราว 33 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงกลางปี และ 33.5 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงปลายปี 2569 นอกจากนี้ ยังต้องติดตามบทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทยในการดูแลการซื้อขายทองคำ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงกลางปีนี้
ในด้านเศรษฐกิจมหภาค สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดยังคงประมาณการอัตราการเติบโตของ GDP ไทยในปี 2569 ไว้ที่ 2.0% โดยมองว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปีจะขยายตัวได้ค่อนข้างต่ำเพียง 0.7% จากการรอความชัดเจนทางการเมือง ก่อนจะเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็น 3.4% ในช่วงครึ่งหลังของปี เมื่อรัฐบาลใหม่เริ่มเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจได้เต็มที่
ขณะที่นโยบายการเงิน ธนาคารประเมินว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในการประชุมวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เหลือระดับ 1% และยังเปิดโอกาสที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอาจปรับลดลงต่ำกว่า 1% หากภาวะเศรษฐกิจยังต้องการแรงสนับสนุนเพิ่มเติม

