โลกรวน เขย่าเศรษฐกิจโลก ไทยจะตั้งหลักอย่างไรในโลกการลงทุนยุคใหม่
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ก้าวข้ามจากประเด็นสิ่งแวดล้อม สู่การเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก ภัยพิบัติที่ถี่และรุนแรงขึ้น อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนของทรัพยากร กำลังเพิ่มต้นทุนทางเศรษฐกิจและบังคับให้ประเทศต่าง ๆ ปรับรูปแบบการเติบโตจากการใช้ทรัพยากรเข้มข้น ไปสู่เศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความมั่นคงระยะยาว
ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศเริ่มสะท้อนชัดในตัวเลขเศรษฐกิจโลก โดยภัยธรรมชาติสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล ส่งผลต่อภาคเกษตร พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่นักลงทุนมองโลกรวนเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่กระทบศักยภาพการแข่งขันของประเทศและอุตสาหกรรมในระยะยาว เงินลงทุนจึงไหลไปสู่ธุรกิจที่ลดการปล่อยคาร์บอน ใช้พลังงานสะอาด และมีห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น ซึ่งถูกมองว่ามีความเสี่ยงต่ำกว่าและเติบโตได้ภายใต้กติกาโลกใหม่
ขณะเดียวกัน นโยบายด้านสภาพอากาศถูกยกระดับเป็นเครื่องมือกำหนดกติกาการค้าโลก ผ่านมาตรการอย่างภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดนและข้อกำหนดด้าน ESG ที่ทำหน้าที่เป็นกำแพงการค้าแบบใหม่ การแข่งขันทางเศรษฐกิจจึงไม่ใช่เพียงเรื่องต้นทุนแรงงานหรือราคา แต่เป็นเรื่องต้นทุนคาร์บอน คุณภาพกระบวนการผลิต และความโปร่งใสของซัพพลายเชน
สำหรับประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาการส่งออกและการลงทุนจากต่างชาติเป็นหลัก การปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำจึงเป็นโจทย์เร่งด่วน อุตสาหกรรมสำคัญถูกจับตาด้านการปล่อยคาร์บอนมากขึ้น หากไม่ปรับโครงสร้างการผลิต ไทยอาจเสียเปรียบในการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม มาตรการส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐที่มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีลดคาร์บอน สะท้อนทิศทางการตั้งหลักของเศรษฐกิจไทยในโลกการลงทุนยุคใหม่
ท้ายที่สุด โลกรวนกำลังบังคับให้ทุกประเทศต้องเลือกระหว่างการปรับตัวหรือการถูกทิ้งไว้ข้างหลัง สำหรับไทย คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าโลกรวนจะกระทบหรือไม่ แต่คือจะใช้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นโอกาสยกระดับเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศให้แข่งขันได้ในระยะยาวอย่างไร

