นับเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับโลจิสติกส์ระหว่างไทยและจีน เมื่อสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองกวางโจว ร่วมกับทีมประเทศไทย เปิดตัวเส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้าสายตรงระหว่าง ท่าเรือแหลมฉบัง และ ท่าเรือเหยียนเถียน (Yantian Port) เมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง อย่างเป็นทางการ ซึ่งกิจกรรมนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการฉลองวาระพิเศษในการประชุม APEC 2026 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเสริมศักยภาพการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย โดยเฉพาะผลไม้ยอดนิยมอย่างทุเรียน มังคุด และลำไย ให้เข้าสู่ตลาดจีนได้อย่างรวดเร็วและคงความสดใหม่ได้ดีเยี่ยม

สำหรับรายละเอียดของเส้นทางเดินเรือใหม่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อความคล่องตัวใน 2 ทิศทาง โดยเส้นทางล่องใต้จากเหยียนเถียนมุ่งสู่แหลมฉบังใช้เวลาเพียง 6 วัน ขณะที่เส้นทางขึ้นเหนือจากแหลมฉบังผ่านท่าเรือสีหนุวิลล์ของกัมพูชาไปยังเหยียนเถียนใช้เวลาเพียง 5 วันเท่านั้น โครงสร้างเวลาที่สั้นลงนี้เปรียบเสมือน "ทางด่วนทางทะเล" ที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิ (Reefer Container) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาคุณภาพผลไม้สดให้ถึงมือผู้บริโภคชาวจีนในสภาพที่ดีที่สุด

หากย้อนดูศักยภาพของ ท่าเรือเหยียนเถียน จะพบว่าเป็นหนึ่งในท่าเรือคอนเทนเนอร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก โดยในปี 2568 มียอดขนส่งสินค้าสูงกว่า 16 ล้าน TEU และเป็นประตูการค้าสำคัญที่รองรับปริมาณการนำเข้า-ส่งออกถึง 1 ใน 3 ของมณฑลกวางตุ้ง ท่าเรือแห่งนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่จุดรับส่งสินค้าทางทะเลเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์แบบครบวงจร (Multimodal Transport Hub) ที่เชื่อมต่อรถไฟไปยังเมืองเศรษฐกิจชั้นในของจีน เช่น ฉงชิ่ง เฉิงตู และคุนหมิง รวมถึงการเชื่อมต่อแบบ "ทะเลสู่蹰อากาศ" เพื่อรองรับสินค้ามูลค่าสูง ช่วยให้ผลไม้ไทยสามารถกระจายตัวจากชายฝั่งไปสู่ใจกลางประเทศจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากความสะดวกด้านการขนส่งแล้ว ท่าเรือเหยียนเถียนยังตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ Greater Bay Area (GBA) ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่มีกำลังซื้อสูงและมีความต้องการสินค้าเกรดพรีเมียมจากไทยอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับมาตรฐานความปลอดภัยอาหารที่เข้มงวดของจีน โดยเฉพาะการตรวจสอบสารตกค้างและโลหะหนักในทุเรียน ซึ่งทางศุลกากรต้าเผิงมีระบบตรวจวิเคราะห์ที่ได้มาตรฐานสากล ดังนั้นคุณภาพและความปลอดภัยจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะตัดสินชัยชนะของสินค้าไทยในสมรภูมิการค้าแห่งนี้

ในภาพรวม การเปิดเส้นทางเดินเรือใหม่นี้ถือเป็น "โอกาสทอง" ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงและลดความแออัดจากเส้นทางเดิมๆ เช่น ท่าเรือหนานซา หรือการขนส่งทางบกที่มักประสบปัญหาติดขัดในช่วงฤดูกาลผลไม้ นี่คือช่องทางเชิงยุทธศาสตร์ที่จะพาผลไม้ไทยไปสู่ตลาดระดับพรีเมียมในจีนได้อย่างยั่งยืน เพียงแค่ผู้ประกอบการต้องใส่ใจในการคัดเกรดสินค้า การบริหารจัดการห่วงโซ่ความเย็น (Cold Chain) และการวางแผนการขนส่งล่วงหน้าเพื่อให้สอดรับกับความต้องการของตลาดจีนที่มีพลวัตสูงในปัจจุบัน