ส่งออกแร่หายากจีนปี 2568 ยังขยายตัว แม้มาตรการคุมเข้มกดตลาดปลายปี ชาติอุตสาหกรรมเร่งลดพึ่งพา

สำนักงานศุลกากรจีนเปิดเผยว่า ในปี 2568 จีนส่งออกแร่หายาก 17 ชนิด รวมปริมาณทั้งสิ้น 62,585 ตัน เพิ่มขึ้น 12.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนถึงความต้องการแร่ธาตุสำคัญในตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง แม้รัฐบาลจีนจะออกมาตรการควบคุมการส่งออกในบางช่วงของปี

อย่างไรก็ตาม ในเดือนธันวาคม จีนส่งออกแร่หายากลดลงมาอยู่ที่ 4,392 ตัน ลดลง 20% จากเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากอุปสงค์จากต่างประเทศชะลอตัว หลังมีการเร่งนำเข้าก่อนช่วงวันหยุดเทศกาลคริสต์มาส แม้ตัวเลขดังกล่าวจะลดลงในเชิงรายเดือน แต่ยังเพิ่มขึ้นถึง 32% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ระดับ 3,326 ตัน

ก่อนหน้านี้ ในเดือนเมษายน 2568 กระทรวงพาณิชย์จีนร่วมกับสำนักงานศุลกากรจีนได้ประกาศใช้มาตรการควบคุมการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแร่หายากชนิดกลางและหนัก 7 ประเภท รวมถึงแม่เหล็ก เพื่อตอบโต้การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้การส่งออกแม่เหล็กและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องปรับตัวลดลงอย่างชัดเจนในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่เดือนมิถุนายน ภายหลังจีนสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าหลายฉบับกับสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป

ในปัจจุบัน จีนยังคงเป็นผู้เล่นหลักในตลาดแร่หายากโลก โดยครองสัดส่วนประมาณ 70% ของการผลิต และราว 90% ของกระบวนการถลุงแร่ ซึ่งแร่หายากถือเป็นวัตถุดิบสำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมด้านการป้องกันประเทศ ส่งผลให้ประเด็นความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญกลายเป็นวาระเร่งด่วนของประเทศพัฒนาแล้ว

เมื่อวันจันทร์ที่ 12 มกราคม รัฐมนตรีคลังของประเทศสมาชิกกลุ่ม G7 ได้เห็นพ้องร่วมกันถึงความจำเป็นในการเร่งลดการพึ่งพาจีนมากเกินไปในด้านแร่ธาตุสำคัญ โดยเฉพาะแร่หายาก ท่ามกลางความกังวลว่าจีนอาจใช้ความได้เปรียบด้านการแปรรูปเป็นเครื่องมือเชิงอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการทูตในอนาคต

ภายใต้กรอบความร่วมมือดังกล่าว กลุ่ม G7 และประเทศพันธมิตรมีแผนร่วมกันกระจายแหล่งจัดหา และเร่งย้ายกิจกรรมสำคัญกลับสู่ประเทศของตนเองมากขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่การทำเหมือง การแปรรูป การผลิต ไปจนถึงการรีไซเคิล เพื่อลดจุดเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก

ต่อมาในวันอังคารที่ 13 มกราคม เหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แสดงความเห็นว่า จุดยืนของจีนในการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญของโลกยังคงไม่เปลี่ยนแปลง พร้อมย้ำว่าทุกประเทศควรมีความรับผิดชอบร่วมกันในการดูแลเสถียรภาพของระบบการค้าโลก