ตัวเลขจีดีพีที่ “ดูดี” กับโจทย์ใหญ่โครงสร้างเศรษฐกิจไทย
ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่ขยายตัวระดับกว่า 2% อาจช่วยสร้างบรรยากาศเชิงบวกท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และผู้นำด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่าง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ก็แสดงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทย “พ้นจากหล่ม” และกำลังฟื้นตัวจากภาวะเปราะบางก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขการเติบโตเพียงผิวเผิน แต่อยู่ที่คุณภาพของการเติบโตนั้นต่างหาก เมื่อพิจารณาองค์ประกอบภายในจะพบว่าแรงขับเคลื่อนหลักยังพึ่งพาการท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศ ขณะที่ภาคส่งออกยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวแบบระมัดระวัง และกำลังซื้อของครัวเรือนถูกจำกัดจากภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง การเติบโตระดับ 2% จึงอาจเป็นเพียงการ “ทรงตัวในระดับต่ำ” มากกว่าจะสะท้อนการฟื้นตัวอย่างแข็งแรง
ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นกลายเป็นปัจจัยสำคัญ เสถียรภาพทางการเมืองและความชัดเจนเชิงนโยบายสามารถประคองบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้นได้ แต่ความยั่งยืนในระยะยาวขึ้นอยู่กับศักยภาพของทีมเศรษฐกิจมากกว่าจำนวนเสียงสนับสนุนในสภา โจทย์จึงตกอยู่กับคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่ต้องรับมือกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งผลิตภาพแรงงานที่ชะงักงัน ความสามารถแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่ตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน และระบบราชการที่ยังขาดความคล่องตัว
แม้จะได้ทีมงานที่มีประสบการณ์และวิสัยทัศน์ การปฏิรูปเชิงลึกก็ยังต้องเผชิญแรงต้านจากกลุ่มผลประโยชน์และกลไกการเมืองแบบไทยๆ ที่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางอำนาจมากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง การเติบโตเชิงปริมาณจึงไม่เพียงพอ หากไม่สามารถยกระดับคุณภาพของเศรษฐกิจให้กระจายโอกาสอย่างทั่วถึง
ท้ายที่สุด หากจีดีพีขยายตัวแต่ความเหลื่อมล้ำยังฝังลึก ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมยังเข้าถึงแหล่งทุนได้ยาก และคนรุ่นใหม่ยังมองไม่เห็นอนาคตในประเทศ ตัวเลขคาดการณ์ก็อาจเป็นเพียงสถิติบนกระดาษ มากกว่าจะเป็นความหวังที่ประชาชนสัมผัสได้จริง การฟื้นตัวที่แท้จริงจึงต้องสะท้อนผ่านคุณภาพชีวิต ความสามารถแข่งขัน และโอกาสที่เปิดกว้างสำหรับทุกกลุ่มในสังคม ไม่ใช่แค่กราฟการเติบโตที่ขยับขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น.

