นับเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับโลจิสติกส์สินค้าเกษตรไทย เมื่อทีมประเทศไทยและสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองกวางโจว ได้ประกาศเปิดเส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้าสายตรงระหว่าง ท่าเรือแหลมฉบัง และ ท่าเรือยันเทียน (Yantian Port) เมืองเซินเจิ้น ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ที่ช่วยแก้ปัญหาคอขวดของการขนส่งทางบกได้อย่างตรงจุด โดยเส้นทางนี้จะให้บริการทั้งขาขึ้นและขาลง ซึ่งการเดินทางจากไทยไปจีนผ่านกัมพูชาจะใช้เวลาเพียง 5 วันเท่านั้น ระยะเวลาที่สั้นลงนี้เปรียบเสมือน "ทางด่วนทางทะเล" ที่ช่วยรักษาความสดใหม่ของราชาและราชินีผลไม้ไทยอย่างทุเรียน มังคุด และลำไย ให้ถึงมือผู้บริโภคชาวจีนในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดผ่านระบบตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิ (Reefer Container) ที่มีประสิทธิภาพสูง

เบื้องหลังการผลักดันเส้นทางนี้มาจากปัญหาที่เกิดขึ้นในเส้นทางขนส่งทางบกแบบเดิม โดย นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เผยถึงสถานการณ์การขนส่งผ่านเส้นทาง R3A และรถไฟลาว-จีน ในช่วงปี 2568-2569 ที่กำลังเผชิญอุปสรรคหนัก ทั้งวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันใน สปป.ลาว และจำนวนโบกี้รถไฟที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ จนเกิดความแออัดสะสมบริเวณด่านโม่ฮาน การเปิดเส้นทางเรือใหม่จึงกลายเป็นไม้เด็ดที่จะเข้ามาช่วยระบายผลผลิตลำไยภาคเหนือที่คาดว่าจะออกมาพร้อมกันกว่า 5 แสนตันในช่วงกลางปีนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าตกค้างจนเสื่อมสภาพเสียหาย

นอกจากการปรับปรุงเส้นทางขนส่งแล้ว กระทรวงเกษตรฯ ยังได้ยกระดับ "สงครามคุณภาพ" อย่างเข้มข้นเพื่อรักษาชื่อเสียงของทุเรียนไทยในตลาดโลก โดยมีการตั้งจุดตรวจก่อนตัดมากกว่า 50 จุดในภาคตะวันออก พร้อมบูรณาการร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นในการสกัดกั้นทุเรียนอ่อนและการสวมสิทธิ์ใบรับรอง GAP อย่างเด็ดขาด หากพบโรงคัดบรรจุหรือล้งใดทำผิดซ้ำซ้อน จะมีการลงโทษขั้นสูงสุดด้วยการพักใช้ใบอนุญาตนานถึง 90 วัน และถอนมาตรฐานโรงงานทันที มาตรการที่เฉียบขาดนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าชาวจีนว่าทุเรียนทุกลูกที่ส่งออกไปมีคุณภาพดีเยี่ยมและได้มาตรฐานสากล

ในส่วนของสินค้าลำไยที่เคยเผชิญวิกฤตสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างตามมาตรฐานใหม่ของจีนที่เข้มงวดขึ้น ล่าสุดที่ประชุมได้รับข่าวดีจากงานวิจัยที่ประสบความสำเร็จในการใช้ "วิธีแช่กรดเกลือร่วมกับโซเดียมเมตาไบซัลไฟต์" ซึ่งผลการทดสอบพบว่าสารตกค้างอยู่ในระดับต่ำมากจนเกือบตรวจไม่พบ แต่กลับสามารถยืดอายุการเก็บรักษาได้นานถึง 21 วัน และวางจำหน่ายต่อได้อีก 5 วัน ปัจจุบันกำลังเร่งพัฒนาต่อยอดเพื่อลดต้นทุนและรักษาผิวลำไยให้เป็นสีเหลืองทองสวยงามตามความต้องการของตลาด ก่อนจะนำผลงานวิจัยนี้ไปเจรจากับสำนักงานศุลกากรจีน (GACC) เพื่อใช้เป็นมาตรฐานการปฏิบัติร่วมกันในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการค้าชายแดนและผ่านแดนในช่วงต้นปี 2569 ยังคงมีความผันผวน โดยข้อมูลจากกรมการค้าต่างประเทศระบุว่า มูลค่าการค้าในเดือนกุมภาพันธ์ลดลง 9.7% แต่ยอดรวม 2 เดือนแรกยังคงประคองตัวได้ที่มูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท การปรับกระบวนทัพทั้งระบบโลจิสติกส์ทางน้ำและมาตรการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด จึงเปรียบเสมือนเกราะป้องกันสำคัญที่จะช่วยให้สินค้าเกษตรไทยยังคงครองความเป็นเจ้าตลาดในจีนได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายรอบด้านที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้