กลายเป็นเช้าที่หนักอึ้งสำหรับคนไทยและผู้ประกอบการ เมื่อราคาน้ำมันขายปลีกทุกชนิดประกาศปรับขึ้นรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป การขยับราคาครั้งใหญ่นี้เป็นผลมาจากมติของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน. หรือ OFFO) ที่ต้องลดภาระการชดเชย หลังจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางผลักดันราคาน้ำมันในตลาดโลกให้พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง

นักวิเคราะห์จาก บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ชี้ว่า การปรับขึ้นราคาครั้งนี้มีความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากกองทุนน้ำมันฯ แบกรับภาระการชดเชยสูงถึงวันละ 2,600 ล้านบาท จนสถานะกองทุนล่าสุด (25 มี.ค. 2569) ติดลบไปแล้วกว่า 35,000 ล้านบาท การลดการแทรกแซงราคาจึงเป็นทางเลือกเพื่อรักษาสภาพคล่องในระยะยาว แม้จะสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทุกอุตสาหกรรมก็ตาม

อุตสาหกรรมที่รับศึกหนัก: ค้าปลีก-เครื่องดื่ม-ท่องเที่ยว

การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องพึ่งพาระบบโลจิสติกส์อย่างหนัก ดังนี้:

กลุ่มค้าปลีก (Commerce): ต้องแบกรับต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งปกติคิดเป็นสัดส่วน 2-3% ของยอดขาย คาดว่าผู้บริโภคจะชะลอการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยและลดการเดินทางไปยังห้างสรรพสินค้า (Foot Traffic ลดลง) แต่ในระยะสั้นอาจเห็นยอดขายพุ่งจากการ "กักตุนสินค้า" และพฤติกรรมการซื้อยกแพ็คเพื่อความคุ้มค่า (CPAXT) หรือเน้นซื้อใกล้บ้าน (CPALL) แทน
กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG): กลุ่มเครื่องดื่มและสินค้าใช้ในบ้าน (เช่น OSP, CBG, SAPPE, NEO) จะได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากต้นทุนค่าขนส่งคิดเป็น 2-3% ของต้นทุนขาย (COGS) ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับราคาสินค้าในอนาคต
กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม: ได้รับผลกระทบเชิงลบจากการเดินทางท่องเที่ยวที่จะลดลงตามกำลังซื้อที่หดตัว โดยเฉพาะโรงแรมที่มีสัดส่วนในประเทศสูง (ERW, CENTEL) รวมถึงกลุ่มขนส่งอย่าง SJWD ที่แม้จะส่งผ่านต้นทุนไปให้ลูกค้าได้บางส่วน แต่ก็ยังต้องเผชิญกับภาวะตลาดที่ซบเซา

ด้านสว่างท่ามกลางวิกฤต: โอกาสของหุ้นกลุ่มน้ำมัน
ในมุมมองของการลงทุน สถานการณ์นี้ถือเป็น "บวก" ต่อกลุ่มค้าปลีกน้ำมันอย่าง OR และ PTG เนื่องจากแรงกดดันต่อค่าการตลาด (Marketing Margin) ลดลงจากการที่ราคาขายปลีกสะท้อนต้นทุนจริงมากขึ้น ลดภาระจากการถูกภาครัฐแทรกแซงกลไกตลาดมาอย่างยาวนาน

ผลกระทบเชิงโครงสร้าง: Work from Home กลับมาอีกครั้ง?
วิกฤตน้ำมันรอบนี้อาจเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมเร็วขึ้น ทั้งการหันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อหนีต้นทุนพลังงานฟอสซิล รวมถึงการที่องค์กรต่างๆ อาจกลับมาประกาศนโยบาย Work from Home เพื่อช่วยพนักงานลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งจะส่งผลทางอ้อมต่อปริมาณผู้ใช้ทางด่วนที่อาจลดลงในระยะนี้

สถานการณ์น้ำมันที่พุ่งสูงเช่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของราคาที่หัวจ่าย แต่คือพายุลูกใหญ่ที่กำลังทดสอบความแข็งแกร่งของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SME และค้าปลีกที่ต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างรัดกุมที่สุดเพื่อประคองตัวให้รอดพ้นจากฝันร้ายในครั้งนี้