กรมศุลกากรเตรียมงัดไม้ตายใหม่เพื่อปกป้องผู้ประกอบการไทยจากการรุกคืบของสินค้านำเข้าราคาถูก โดย นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยถึงแนวคิดการปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสำหรับ "พัสดุกล่องย่อย" ให้ขึ้นไปแตะระดับเพดานสูงสุดที่กฎหมายกำหนด ซึ่งปัจจุบันมีเพดานอยู่ที่ 30% ถึง 40% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า มาตรการนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างความเป็นธรรมในระบบการค้าและสอดรับกับนโยบาย "10 Plus" ของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับ SME ไทยที่กำลังถูกกระแสสินค้าข้ามชาติถาโถมเข้าใส่จนแทบตั้งตัวไม่ติด

เดิมทีสินค้าพัสดุขนาดเล็กหลายรายการเสียภาษีในอัตราที่ค่อนข้างต่ำ แต่ภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่นี้ สินค้าอย่างเคสโทรศัพท์มือถือหรือผลิตภัณฑ์พลาสติกที่เคยเสียภาษีเพียง 5% อาจถูกพิจารณาปรับขึ้นไปชนเพดานที่ 30% ทันที เพื่อให้ต้นทุนของสินค้านำเข้าสะท้อนความเป็นจริงและไม่เกิดความเหลื่อมล้ำกับผู้ผลิตในประเทศจนเกินไป โดยอธิบดีกรมศุลกากรย้ำว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแนวคิดที่จะต้องมีการหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อกำหนดทิศทางนโยบายที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมต่อไป

สำหรับการขับเคลื่อนมาตรการนี้ กรมศุลกากรได้วางแผนงานไว้อย่างเป็นระบบทั้งระยะสั้นและระยะยาว เนื่องจากกฎหมายพิกัดอัตราศุลกากรในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถจัดเก็บภาษีในอัตราเดียวครอบคลุมทุกสินค้าได้ ในระยะแรกจึงจะเลือกใช้กลไกทางกฎหมายที่มีอยู่เสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการขยับเพดานภาษีเฉพาะกลุ่มก่อน หลังจากนั้นจึงจะทยอยยกระดับมาตรการควบคู่ไปกับการศึกษาเพื่อเสนอแก้ไขกฎหมายพิกัดอัตราศุลกากรให้สอดคล้องกับบริบทการค้ายุคใหม่ในระยะยาว

ที่ผ่านมา กรมศุลกากรไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเสียงสะท้อนจากภาคเอกชน โดยได้มีการตกผลึกมาตรการร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง จนนำมาสู่การใช้อำนาจจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาท ตั้งแต่บาทแรก ซึ่งเป็นการปิดช่องโหว่ของการค้ายุคดิจิทัลที่มักมีพัสดุกล่องย่อยส่งตรงจากต่างประเทศถึงมือผู้ซื้อชาวไทยโดยแทบไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจในประเทศเลย เพราะผู้ค้าเหล่านี้ไม่ได้มีการจ้างงานหรือเช่าคลังสินค้าภายในประเทศเหมือนรูปแบบธุรกิจแบบดั้งเดิม

ผลจากการเริ่มเก็บภาษีพัสดุราคาต่ำตั้งแต่บาทแรกที่ผ่านมา สามารถช่วยเพิ่มรายได้เข้ารัฐได้เฉลี่ยถึงเดือนละ 300 ล้านบาท และเพื่อความเข้มข้นยิ่งขึ้น กรมศุลกากรยังได้ประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ทั้ง TikTok, Temu, Shopee และ Lazada ให้เข้ามาอยู่ในระบบตรวจสอบอย่างเป็นทางการ โดยบังคับให้แสดงราคาสินค้าหน้ากล่องพัสดุให้ชัดเจน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบและเปรียบเทียบราคา ป้องกันการสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริง (Under-valuation) เพื่อหลบเลี่ยงภาษี

นอกจากกลุ่มแพลตฟอร์มหลักแล้ว กรมศุลกากรยังเตรียมยกระดับการตรวจสอบสินค้านำเข้าจากรายย่อยหรือเพจร้านค้าต่างๆ ที่ไม่ได้สังกัดแพลตฟอร์มมาตรฐานให้เข้มงวดยิ่งขึ้น มาตรการทั้งหมดนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การจัดเก็บรายได้ แต่เป็นการสร้างกำแพงภาษีที่สมเหตุสมผลเพื่อประคอประคอง SME ไทยให้ยังคงสามารถยืนหยัดอยู่ได้ในสมรภูมิการค้าที่ไร้พรมแดน ซึ่งนับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน