“สงครามสหรัฐ–จีนเหนือไต้หวัน” ความเสี่ยงที่อาจสั่นสะเทือนเศรษฐกิจโลกกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์

ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนเกี่ยวกับไต้หวันกำลังถูกจับตาในฐานะหนึ่งในความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของโลก หากสถานการณ์ลุกลามจนกลายเป็นความขัดแย้งทางทหารเต็มรูปแบบ ผลกระทบอาจรุนแรงในระดับ “แผ่นดินไหวทางเศรษฐกิจ” โดยการประเมินของ Bloomberg Economics ชี้ว่า เศรษฐกิจโลกอาจสูญเสียมูลค่ามากกว่า 10.6 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 9.6% ของ GDP โลกภายในปีแรก ซึ่งสูงกว่าผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลกปี 2008 และการแพร่ระบาดของโควิด-19

ไต้หวันมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโลกอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นศูนย์กลางการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงของโลก ปัจจุบันไต้หวันผลิตชิปตรรกะขั้นสูงประมาณ 62% ของกำลังการผลิตโลก และยังเป็นฐานสำคัญของชิปรุ่น mature หรือ legacy ที่ใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องจักรอุตสาหกรรม บริษัท TSMC ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลก ครองส่วนแบ่งรายได้ตลาดโรงงานรับจ้างผลิตชิปประมาณ 70% และเป็นซัพพลายเออร์หลักให้กับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Apple, Nvidia, AMD, Qualcomm และ Broadcom นอกจากนี้ยังมีผู้ผลิตรายอื่นอย่าง UMC และ PSMC ที่สนับสนุนห่วงโซ่อุปทานชิปในกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ

บทบาทของไต้หวันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการผลิตชิปเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านการค้าระหว่างประเทศ ช่องแคบไต้หวันเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก โดยมีสัดส่วนการขนส่งสินค้าทางทะเลจำนวนมากผ่านพื้นที่นี้ หากเกิดความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นสงครามหรือการปิดล้อม เส้นทางการค้าและการขนส่งระหว่างประเทศจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ส่งผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์พุ่งสูง และห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกหยุดชะงัก

Bloomberg Economics ได้จำลองสถานการณ์ความเป็นไปได้ของความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวันไว้หลายรูปแบบ ตั้งแต่กรณีรุนแรงที่สุดคือสงครามระหว่างสหรัฐกับจีน ไปจนถึงสถานการณ์ที่ความสัมพันธ์ผ่อนคลายลง ในกรณีเลวร้ายที่สุด หากสหรัฐเข้าร่วมความขัดแย้งทางทหารกับจีน เศรษฐกิจโลกจะเผชิญแรงกระแทกพร้อมกันจากการหยุดชะงักของการผลิตชิป การค้าระหว่างประเทศที่สะดุด และการเทขายสินทรัพย์ในตลาดการเงินทั่วโลก

อีกสถานการณ์หนึ่งคือการปิดล้อมทางทะเลและทางอากาศ ซึ่งแม้จะไม่ใช่สงครามเต็มรูปแบบ แต่ก็สามารถตัดการเข้าถึงการส่งออกชิปของไต้หวันได้ทันที ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นผ่านเหตุปะทะระดับต่ำหรือการกดดันทางกฎหมายและการเมือง ซึ่งแม้ไม่ก่อให้เกิดสงครามโดยตรง แต่จะบั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุนและชะลอการลงทุนข้ามพรมแดนอย่างมีนัยสำคัญ

แม้ในกรณีที่สถานะเดิมยังคงอยู่โดยไม่เกิดวิกฤตใหญ่ ความเปราะบางที่เพิ่มขึ้นก็ทำให้ภาคธุรกิจและตลาดการเงินต้องดำเนินงานภายใต้ความไม่แน่นอนสูง ความเสี่ยงของความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์อาจเพิ่มขึ้นตามเวลา ขณะที่ฉากทัศน์เชิงบวกที่สุดคือการผ่อนคลายความขัดแย้งผ่านการเจรจา แม้จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นและการค้า แต่โอกาสเกิดขึ้นยังถูกมองว่าค่อนข้างจำกัด

การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจของ Bloomberg Economics อธิบายผ่านสามช่องทางหลัก ได้แก่ ช็อกด้านห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ ช็อกด้านการค้าและการขนส่ง และช็อกด้านตลาดการเงิน หากโลกสูญเสียกำลังการผลิตชิปของไต้หวัน ซัพพลายชิปขั้นสูงจะหายไปมากกว่าครึ่งทันที ส่งผลให้การผลิตสินค้าเทคโนโลยี รถยนต์ และเครื่องจักรหยุดชะงัก แนวคิด “golden screw” ถูกนำมาใช้อธิบายสถานการณ์นี้ หมายถึงชิ้นส่วนสำคัญเพียงชิ้นเดียวที่หากขาดไป สามารถทำให้ทั้งสายการผลิตหยุดลงได้

ในด้านการค้า หากสหรัฐและจีนตัดความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกันอย่างสิ้นเชิง ผลกระทบจะลุกลามไปยังประเทศพันธมิตรและคู่ค้าทั่วโลก ท่าเรือสำคัญในเอเชียตะวันออกอาจหยุดชะงัก ขณะที่ต้นทุนการขนส่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนในตลาดการเงิน ความผันผวนอาจพุ่งขึ้นในระดับใกล้เคียงกับวิกฤตใหญ่ในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความคาดหวังต่อการเติบโตของเทคโนโลยี AI ซึ่งพึ่งพาชิปขั้นสูงเป็นหลัก ถูกสั่นคลอน

ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า ไต้หวันไม่ใช่เพียงประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ระดับภูมิภาค แต่เป็นจุดศูนย์กลางของระบบเศรษฐกิจโลกยุคดิจิทัล หากเกิดความขัดแย้งรุนแรง ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่ในเอเชียตะวันออก หากแต่จะแผ่กระจายไปทั่วโลก ทั้งในรูปแบบของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ความผันผวนของตลาด และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจสมัยใหม่