ส่งออกทุเรียนไทยปี 2569: พลิกเกมการแข่งขันด้วยคุณภาพและโลจิสติกส์
การส่งออกทุเรียนไทยในปี 2569 กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นและกฎการค้าที่เข้มงวดกว่าเดิม แม้ทุเรียนยังคงเป็นผลไม้เศรษฐกิจหลักที่สร้างรายได้ให้ประเทศมากกว่าหนึ่งแสนล้านบาทต่อปี แต่บริบทตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วกำลังบังคับให้ไทยต้องยกระดับทั้งระบบการผลิต คุณภาพสินค้า และโลจิสติกส์ หากต้องการรักษาความเป็นผู้นำในตลาดส่งออก โดยเฉพาะตลาดจีนซึ่งยังคงเป็นตลาดหลักของทุเรียนไทย
ข้อมูลการส่งออกสะท้อนให้เห็นถึงบทบาททางเศรษฐกิจของทุเรียนอย่างชัดเจน ในปี 2567 ไทยส่งออกทุเรียนสดปริมาณ 859,157 ตัน คิดเป็นมูลค่า 134,852 ล้านบาท ขณะที่ปี 2568 ปริมาณส่งออกเพิ่มเป็น 982,016 ตัน แต่มีมูลค่า 125,868 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าความท้าทายไม่ได้อยู่ที่ปริมาณเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่การรักษามูลค่าและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดเผยว่า แนวโน้มปี 2569 ประเทศไทยจะมีเนื้อที่ให้ผลทุเรียนรวม 1,391,421 ไร่ เพิ่มขึ้นเกือบ 10% จากปีก่อนหน้า จากการขยายพื้นที่ปลูกของเกษตรกรทั่วประเทศ ขณะเดียวกันผลผลิตรวมคาดว่าจะอยู่ที่ 1,781,019 ตัน เพิ่มขึ้นกว่า 15% เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเอื้ออำนวยต่อการออกดอกและติดผล ประกอบกับการจัดการสวนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านการตลาด แม้ความต้องการทุเรียนในตลาดต่างประเทศยังคงมีอย่างต่อเนื่อง และภาครัฐเดินหน้าผลักดันการส่งออกพร้อมขยายตลาดใหม่เพื่อลดการพึ่งพาตลาดเดียว แต่ภาพรวมการแข่งขันในปี 2569 มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งจากการตัดราคาของคู่แข่งและการแย่งส่วนแบ่งตลาด โดยเฉพาะเวียดนามซึ่งได้รับอนุญาตให้ส่งออกทุเรียนสดไปจีนตั้งแต่กลางปี 2565 และมีปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยกดดันสำคัญอีกด้านคือมาตรการและข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะจีนที่เพิ่มความเข้มงวดด้านสุขอนามัยพืชและความปลอดภัยอาหารอย่างชัดเจนในช่วงปี 2568 การตรวจสอบสารต้องห้ามและสารตกค้าง เช่น BY2 และแคดเมียม กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ผู้ส่งออกต้องให้ความสำคัญมากขึ้น สวนทุเรียนจำเป็นต้องผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP ขณะที่โรงคัดบรรจุต้องได้รับการรับรอง GMP รวมถึงต้องขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรทั้งหมด เงื่อนไขเหล่านี้ทำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว เพื่อยกระดับคุณภาพทุเรียนไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ในด้านการแข่งขัน ประเทศผู้ผลิตทุเรียนหลายแห่งในอาเซียนต่างเร่งขยายพื้นที่ปลูกเพื่อตอบรับความต้องการของตลาดจีน นอกจากเวียดนามแล้ว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา ซึ่งได้รับอนุญาตให้ส่งออกทุเรียนสดไปจีนในเดือนเมษายน 2568 ต่างเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แม้ทุเรียนไทยยังคงได้เปรียบด้านภาพลักษณ์คุณภาพและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค แต่ทุเรียนเวียดนามมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนและระยะเวลาการขนส่งที่สั้นกว่า ส่งผลให้แข่งขันด้านราคาได้ดีกว่า
นอกจากนี้ จีนเองเริ่มมีการปลูกทุเรียนในมณฑลไห่หนาน แม้ปัจจุบันผลผลิตยังมีปริมาณไม่มากและยังไม่ส่งผลกระทบต่อไทยในระยะสั้น แต่ในระยะยาวถือเป็นสัญญาณเตือนให้ไทยต้องเตรียมกลยุทธ์รับมืออย่างรอบคอบ
ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว การยกระดับโลจิสติกส์กลายเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญ เส้นทางรถไฟลาว–จีนที่เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2565 ภายใต้โครงการ Belt and Road Initiative ได้เพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับการขนส่งผลไม้ไทยไปจีนอย่างมีประสิทธิภาพ ผลการศึกษาพบว่าการขนส่งทางรางใช้เวลาน้อยกว่าการขนส่งทางถนนผ่านเส้นทาง R3A ไปนครคุนหมิงประมาณ 2 วัน อีกทั้งยังมีความเสถียรด้านเวลาส่งมอบและคุณภาพตู้ควบคุมอุณหภูมิที่ดีกว่า ช่วยลดความเสียหายของสินค้าในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมากและด่านชายแดนมีความแออัด
อย่างไรก็ตาม การขนส่งทางรางยังมีต้นทุนสูงกว่าการขนส่งทางถนนราว 10–15% จากข้อจำกัดด้านจำนวนผู้ให้บริการและโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ เช่น การใช้รางเดี่ยวเป็นหลัก การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 15 เมตร และหัวรถจักรกำลังลากจูงสูง ประเด็นเหล่านี้จึงเป็นโจทย์เร่งด่วนที่ไทยต้องเร่งแก้ไข หากต้องการใช้โลจิสติกส์เป็นเครื่องมือยึดตลาดจีนในระยะยาว
ท้ายที่สุด การรักษาความสามารถในการแข่งขันของทุเรียนไทยในปี 2569 ไม่อาจพึ่งพาปริมาณผลผลิตเพียงอย่างเดียว ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และการสร้างมูลค่าเพิ่ม ควบคู่ไปกับการสื่อสารเอกลักษณ์ของทุเรียนไทยให้แตกต่างจากคู่แข่ง พร้อมลดการพึ่งพาการส่งออกทุเรียนสดเพียงรูปแบบเดียว หากไทยสามารถผสานคุณภาพสินค้าเข้ากับโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพได้อย่างลงตัว ทุเรียนไทยยังคงมีโอกาสพลิกเกมและยืนหยัดในตลาดโลกได้อย่างมั่นคง

