อินเดียปั้น “เศรษฐกิจสุขภาพครบวงจร” ผสานแพทย์–ท่องเที่ยว–ชีวเภสัช ดันประเทศสู่ฮับการแพทย์โลก

ภายใต้งบประมาณสหภาพ (Union Budget) ปี 2569 รัฐบาลอินเดียภายใต้การนำของ นิรมลา สิธารามัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศยุทธศาสตร์เร่งขับเคลื่อน “เศรษฐกิจสุขภาพ” อย่างเป็นระบบ โดยเสนอจัดตั้งศูนย์การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism Hubs) จำนวน 5 แห่งทั่วประเทศ เพื่อยกระดับอินเดียสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการรักษาพยาบาลระดับโลก

แนวคิดหลักของนโยบายคือการพัฒนา “ศูนย์บูรณาการ” ที่รวมโรงพยาบาลมาตรฐานสากล บริการโรงแรม ศูนย์สุขภาวะ โครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว ตลอดจนสถาบันการศึกษาและศูนย์วิจัยทางการแพทย์ไว้ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ตั้งแต่การรักษา การฟื้นฟู ไปจนถึงกิจกรรมพักผ่อนเชิงสันทนาการ รองรับผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะจากเอเชีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา

การประกาศดังกล่าวส่งสัญญาณเชิงบวกต่อนักลงทุน โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยว โรงพยาบาลเอกชน และบริการสุขภาพ สะท้อนความคาดหวังต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องในระยะยาว ขณะเดียวกัน รัฐบาลตั้งเป้ายกระดับคุณภาพบุคลากรและมาตรฐานบริการ เพื่อเสริมความสามารถแข่งขันในตลาดการแพทย์นานาชาติอย่างยั่งยืน

นอกจากมิติการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ อินเดียยังเร่งสร้างฐานอุตสาหกรรมชีวเภสัชกรรมผ่านโครงการ “Biopharma Shakti” วงเงิน 10,000 ล้านรูปี ระยะเวลา 5 ปี เพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิตยาชีววัตถุและยาชีววัตถุคล้ายคลึง ซึ่งถือเป็นกลุ่มยาเชิงยุทธศาสตร์ของการแพทย์สมัยใหม่ มาตรการดังกล่าวมุ่งลดการพึ่งพาการนำเข้า เสริมความมั่นคงทางยา และเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของอินเดียในตลาดโลก

ภายใต้กรอบนี้ รัฐบาลเดินหน้าขยายเครือข่ายสถาบันการศึกษาและวิจัยด้านเภสัชศาสตร์ ผ่านการจัดตั้งสถาบันใหม่ของ National Institutes of Pharmaceutical Education and Research (NIPERs) เพิ่มอีก 3 แห่ง พร้อมยกระดับสถาบันเดิมอีก 7 แห่ง เพื่อสร้างบุคลากรเฉพาะทางและผลักดันงานวิจัยเชิงลึกในสาขาชีวเภสัชกรรม ควบคู่กับการพัฒนาเครือข่ายศูนย์ทดลองทางคลินิกกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ

ในเชิงโครงสร้าง รัฐบาลมอบหมายให้ NITI Aayog ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยว วางกรอบยุทธศาสตร์การบริหารศูนย์การแพทย์ พร้อมผลักดันแนวคิด “Health Economic Corridors” เชื่อมโยงกับระบบคมนาคมหลัก และพัฒนาพื้นที่เป้าหมายเป็นเขตเศรษฐกิจสุขภาพพิเศษที่ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีและระบบอนุมัติแบบเบ็ดเสร็จ (Single Window Clearance) เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมการแพทย์ระดับไฮเอนด์

ในมิติภาษีและการเข้าถึงยา รัฐบาลประกาศยกเว้นภาษีศุลกากรพื้นฐานสำหรับยารักษามะเร็งสำคัญหลายรายการ เช่น Ribociclib และ Abemaciclib รวมถึงขยายสิทธิประโยชน์ไปยังยาสำหรับโรคหายาก เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ป่วย และส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูง

อย่างไรก็ตาม การผลักดันยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสุขภาพขนาดใหญ่ย่อมมาพร้อมความท้าทาย การพัฒนาศูนย์บูรณาการอาจกระจุกตัวในเมืองที่มีศักยภาพสูง ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ขยายตัว หากไม่มีมาตรการกระจายประโยชน์สู่ภูมิภาคอื่นอย่างสมดุล ขณะเดียวกัน การแข่งขันในตลาดอุปกรณ์การแพทย์และเภสัชภัณฑ์ก็ทวีความเข้มข้นมากขึ้น โดยข้อมูลล่าสุดชี้ว่าอินเดียนำเข้าอุปกรณ์การแพทย์บางประเภทเพิ่มขึ้น แต่การนำเข้าจากไทยกลับหดตัวอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนแรงกดดันด้านราคาและมาตรฐาน

ในภาพรวม ยุทธศาสตร์ใหม่นี้สะท้อนความพยายามของอินเดียในการสร้าง “ระบบนิเวศชีวเภสัชครบวงจร” ที่เชื่อมโยงการรักษาพยาบาล การวิจัย การผลิตยา และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน หากดำเนินการได้ตามเป้าหมาย อินเดียมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพของโลกเกิดใหม่ พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างเป็นระบบและยั่งยืน