เด็กเกิดน้อย–เด็กรู้สึกโดดเดี่ยว สัญญาณเตือนสองวิกฤติที่กำลังกัดกินอนาคตไทย
ประเทศไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างประชากร เมื่อจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าการเกิดใหม่ต่อเนื่องเป็นปีที่ห้า ตัวเลขผู้เสียชีวิตกว่า 559,000 คน ไม่ได้เป็นเพียงสถิติทางประชากรศาสตร์ แต่คือสัญญาณเตือนถึง “ระเบิดเวลา” ที่กำลังสั่นคลอนฐานเศรษฐกิจและกำลังแรงงานของประเทศในอนาคตอันใกล้ หากปล่อยให้แนวโน้มนี้ดำเนินต่อไปโดยไร้มาตรการรองรับ ไทยอาจเผชิญภาวะถดถอยเชิงโครงสร้างที่ยากจะฟื้นกลับ
ความน่ากังวลยิ่งทวีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งยังอยู่ในช่วงโครงสร้างประชากรขาขึ้น มีแรงงานวัยทำงานจำนวนมาก และมีศักยภาพรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในทางตรงกันข้าม ไทยกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงาน กำลังการผลิตลดลง และกำลังซื้อในประเทศอ่อนแรงลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รายได้ภาครัฐจากการจัดเก็บภาษีก็มีแนวโน้มลดลง กระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังและความสามารถในการดูแลสวัสดิการประชาชนในระยะยาว จนเกิดความเสี่ยงต่อภาวะ “การล่มสลายของประชากร” ที่จะฉุดรั้ง GDP และโครงสร้างครอบครัวไทยพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม วิกฤติการเกิดน้อยไม่ได้ส่งผลเฉพาะในมิติเชิงปริมาณของประชากรเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนแปลงคุณภาพของการเติบโตทางสังคม เด็กจำนวนมากต้องเติบโตอย่างโดดเดี่ยวในครอบครัวขนาดเล็ก ขาดพี่น้องและเครือข่ายครอบครัวขยายที่เคยเป็นฐานความอบอุ่นและการเรียนรู้ทางสังคมในอดีต ปรากฏการณ์นี้สะท้อนชัดในผลสำรวจเยาวชนไทยปี 2568 ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งพบว่าเด็กและเยาวชนเกือบหนึ่งในสามรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเผชิญความเครียดอย่างต่อเนื่อง และที่น่าตกใจคือมีเยาวชนจำนวนมากไม่พึงพอใจในชีวิตของตนเอง ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางทางอารมณ์ที่กำลังก่อตัวเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมไทย
สาเหตุสำคัญไม่ได้มาจากตัวเด็กเพียงลำพัง แต่เกิดจากการขาดความสัมพันธ์และการเชื่อมโยงภายในครอบครัวและชุมชน เมื่อสังคมเล็กลง ความสัมพันธ์ก็แคบลง เด็กจำนวนมากจึงเติบโตท่ามกลางความคาดหวังสูง แต่ขาดพื้นที่ปลอดภัยทางใจ ส่งผลให้ปัญหาสุขภาพจิตของเด็กรุ่นใหม่กลายเป็นอีกหนึ่งวิกฤติที่ซ้อนทับกับวิกฤติเศรษฐกิจและประชากร
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ประเทศไทยเผชิญโจทย์ใหญ่สองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือการขาดแคลนแรงงานที่บั่นทอนศักยภาพการแข่งขันของประเทศ อีกด้านคือสังคมที่เปราะบางจากปัญหาสุขภาพกายและใจของเด็กและเยาวชน การแก้ปัญหาจึงไม่อาจเลือกทำเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่ต้องเดินไปพร้อมกันทั้งการสร้างแรงจูงใจให้คนอยากมีบุตร และการดูแลให้เด็กทุกคนที่เกิดมาเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีความสุข และมีภูมิคุ้มกันทางใจ
เพื่อรับมือกับวิกฤตินี้ รัฐบาลจำเป็นต้องขับเคลื่อนนโยบายอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การปรับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมให้เอื้อต่อการมีบุตร การส่งเสริมสถานที่ทำงานที่เป็นมิตรกับครอบครัว การสร้างระบบนิเวศทางสังคมที่เอื้อให้คนรุ่นใหม่มองเห็นอนาคตของการสร้างครอบครัว ไปจนถึงการลงทุนด้านสุขภาพจิตและพัฒนาการเด็กอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
หากการลงมือทำยังล่าช้า ทุกช่วงเวลาที่ผ่านไปจะยิ่งขยายความรุนแรงของวิกฤติ และทำให้ต้นทุนในการแก้ไขสูงขึ้นอย่างทวีคูณ วิกฤติประชากรและวิกฤติเด็กไม่ใช่เรื่องของอนาคตไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน และต้องการการตัดสินใจเชิงนโยบายที่เด็ดขาด รวดเร็ว และยั่งยืน ก่อนที่โอกาสของประเทศจะเล็กลงไปมากกว่านี้

