คลื่นความเสี่ยงรุมเร้าเศรษฐกิจไทย ปี 2569 ท่ามกลางค่าเงินผันผวน เอไอเร่งปฏิรูป และข้อจำกัดการคลัง

เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ถูกประเมินว่าอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจ ทิศทางดอกเบี้ยโลก รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเร่งตัว ขณะเดียวกัน ปัจจัยภายในประเทศอย่างเงินบาทแข็งค่า หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง อุปสงค์ในประเทศอ่อนแรง และโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปราะบาง ยิ่งซ้ำเติมความท้าทายของภาคธุรกิจและระบบการเงิน

นายแพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Financial Markets ของ ธนาคารไทยพาณิชย์ สะท้อนว่า ตลาดการเงินโลกกำลังอยู่ในภาวะผันผวนสูงจากหลายปัจจัยซ้อนทับ ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ตลอดจนดอกเบี้ยโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทาน และการเร่งใช้ AI ในภาคธุรกิจ ซึ่งไม่เพียงกระทบตลาดทุน แต่ยังสะเทือนโครงสร้างต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญคือความผันผวนของค่าเงินบาท ซึ่งเคลื่อนไหวในกรอบกว้างถึง 7–8% สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนมากยังป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเพียงราวครึ่งหนึ่งของภาระที่มีอยู่ ธนาคารจึงแนะนำให้เพิ่มสัดส่วนการทำ Hedging เป็น 70–80% เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในภาวะที่เงินทุนเคลื่อนย้ายรวดเร็วและอ่อนไหวต่อข่าวสารระดับโลก

ด้านนักกลยุทธ์ตลาดการเงินประเมินว่า เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันแข็งค่าจากกระแสเงินทุนไหลเข้า ราคาทองคำที่ผันผวน และความเชื่อมั่นนักลงทุนหลังการเลือกตั้ง แม้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าลงบางส่วนจากความคาดหวังการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ แต่ความไม่ชัดเจนด้านนโยบายของ ธนาคารกลางสหรัฐ ยังคงทำให้ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลกผันผวนสูง

อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือความสัมพันธ์ระหว่างราคาทองคำกับเงินบาท ซึ่งมีความเชื่อมโยงเพิ่มขึ้นในช่วงหลัง โดยการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในตลาดโลกสามารถกระทบค่าเงินบาทในระยะสั้นอย่างรวดเร็ว นักลงทุนต่างชาติบางส่วนเริ่มใช้เงินบาทเป็นเครื่องมือสร้างสถานะการลงทุนแทนการถือทองคำโดยตรง ส่งผลให้ค่าเงินมีความผันผวนมากขึ้นกว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว

แม้จะมีเงินทุนไหลเข้า แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ หลายสถาบันประเมินจีดีพีปีนี้ในกรอบ 1.8–2.1% ต่ำกว่าศักยภาพระยะยาวที่ควรอยู่ราว 2.5–2.7% สะท้อนข้อจำกัดจากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ เงินเฟ้อต่ำ ภาวะสินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง และหนี้ครัวเรือนระดับสูง ซึ่งลดทอนภูมิคุ้มกันของเศรษฐกิจต่อแรงกระแทกภายนอก

ในด้านนโยบายการเงิน คณะกรรมการนโยบายการเงินของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.00% เพื่อประคองเศรษฐกิจ ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยังต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย การลดดอกเบี้ยถูกมองว่าเป็นการ “ต่อลมหายใจ” ให้ระบบเศรษฐกิจ โดยช่วยบรรเทาภาระหนี้ของภาคครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำที่มีความเปราะบางสูง อย่างไรก็ตาม พื้นที่เชิงนโยบายมีจำกัด ทำให้การปรับลดเพิ่มเติมในอนาคตอาจใช้เฉพาะกรณีจำเป็น

อีกด้านหนึ่ง การแทรกแซงค่าเงินบาทของธนาคารกลางในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาอยู่ใกล้ระดับ 2% ของจีดีพี ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังสหรัฐใช้พิจารณาประเทศที่อาจบิดเบือนค่าเงิน หากเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องจนต้องเข้าแทรกแซงมากขึ้น อาจกลายเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการค้าในเวทีระหว่างประเทศ

แม้เศรษฐกิจเผชิญแรงกดดันหลายด้าน แต่ยังมีปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ได้รับแรงหนุนจากมาตรการของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และการย้ายฐานการผลิตเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อุตสาหกรรมเมกะเทรนด์ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ไฟฟ้า ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีมีแนวโน้มแตะกว่า 35 ล้านคน สร้างรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม การส่งออกปีนี้มีแนวโน้มหดตัวเล็กน้อยจากฐานสูงในปีก่อนและแรงกดดันจากนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐ ขณะเดียวกัน พื้นที่ทางการคลังที่จำกัดอาจทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นทำได้ไม่เต็มที่ ภาคเกษตรยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากเอลนีโญ แม้ระดับน้ำในเขื่อนจะช่วยบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน