การเปิดตลาดสินค้านำเข้าสหรัฐฯ ภายใต้อัตราภาษี 0% กำลังกลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในประเทศไทยว่า ผู้บริโภคได้ประโยชน์จริงหรือไม่ และไทยต้องสูญเสียอะไรจากข้อตกลงการค้าในครั้งนี้ เพราะแม้สินค้าสหรัฐฯ จะมีราคาถูกลง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ไทยกลับต้องเผชิญกับมาตรการภาษี “ทรัมป์” ที่บังคับใช้กับการส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐฯ ในอัตรา 19% หลังจากที่ถูกปรับลดลงมาจากเดิม 36% ซึ่งแน่นอนว่าย่อมกระทบต่อศักยภาพการส่งออกไทย

จากข้อมูลปี 2567 ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ มูลค่า 6.33 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นำเข้าจากสหรัฐฯ 1.77 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงถึง 4.56 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่สหรัฐฯ ใช้เป็นเหตุผลเรียกเก็บภาษีตอบโต้ อย่างไรก็ตาม การเปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐฯ เข้ามาโดยไม่เสียภาษีนำเข้า อาจทำให้ผู้บริโภคไทยได้รับประโยชน์มากกว่าที่หลายคนคาดคิด

สินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม เช่น น้ำมันปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ เครื่องบิน และเซมิคอนดักเตอร์ แต่ก็มีสินค้าสำหรับผู้บริโภคทั่วไปที่มีมูลค่าเกือบ 500 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณแล้ว ราคาสินค้าในกลุ่มนี้จะลดลงเฉลี่ยชิ้นละกว่า 13,000 บาท หากเปิดตลาด 0% อย่างเต็มรูปแบบ

ตัวอย่างสินค้าที่ราคาจะปรับลดลงชัดเจน ได้แก่ รถกระบะนำเข้าจากสหรัฐฯ ที่ราคาจะลดลงมากถึงกว่า 1 แสนบาทต่อคัน เครื่องซักผ้าลดลงราว 2,800 บาท โน้ตบุ๊กลดลง 1,200 บาท สมาร์ตโฟนลดลง 2,000 บาท รวมถึงสินค้าอุปโภคอื่น ๆ อย่างลู่วิ่งไฟฟ้า เครื่องสำอาง และชิ้นส่วนจักรยานที่ราคาถูกลงในระดับจับต้องได้ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อจะได้โอกาสใช้สินค้าที่มีคุณภาพสูงมาตรฐานสากล ในราคาที่ไม่สูงเกินไป ภายใต้แบรนด์ “Made in USA”

ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ให้ความเห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวไม่เพียงช่วยให้คนไทยได้เข้าถึงสินค้าที่มีมาตรฐาน แต่ยังอาจเป็นแรงผลักดันให้ตลาดผู้บริโภคในประเทศปรับตัวไปสู่สินค้าที่ปลอดภัยและมีคุณภาพมากขึ้น แทนที่จะพึ่งพาสินค้าราคาถูกจากประเทศอื่นที่ไม่ได้มาตรฐานจนกลายเป็นปัญหาในระยะยาว

ประเด็นที่น่าจับตาคือ การเปิดตลาดสินค้าสหรัฐฯ ไม่ได้กระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตเอสเอ็มอีไทย เนื่องจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ไม่ใช่คู่แข่งในตลาดเดียวกัน แต่กลับเป็นโอกาสที่ภาคการผลิตของไทยจะได้ยกระดับมาตรฐานการผลิตให้ทัดเทียมกับมาตรฐานสากล และอาจต่อยอดไปสู่การร่วมสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมกับสหรัฐฯ ได้ในอนาคต

แม้ไทยจะยังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ในการส่งออก แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเปิดตลาดนำเข้าอาจกลายเป็น “ดาบสองคม” ที่สร้างทั้งความท้าทายและโอกาส หากไทยสามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากการเข้าถึงสินค้าและเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐานระดับโลก ก็อาจกลายเป็นแรงหนุนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว