เปิดโปรเจ็กต์คมนาคมภาคใต้ 1.22 ล้านล้านบาท เดิมพันอนาคตโลจิสติกส์–ท่องเที่ยวไทย
“พิพัฒน์” ชูรถไฟทางคู่ ทางด่วนภูเก็ต และแลนด์บริดจ์ ทวงคืนโอกาสภาคใต้

บรรยากาศการเมืองก่อนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เข้าสู่ช่วงเข้มข้น ทุกพรรคการเมืองเร่งนำเสนอนโยบายเพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงจากประชาชน โดยเฉพาะพรรคที่อยู่ในรัฐบาลรักษาการซึ่งมีความได้เปรียบด้านผลงานและโครงการต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือพรรคภูมิใจไทย ที่ประกาศเดินหน้าเต็มกำลังกับนโยบายเศรษฐกิจ ปากท้อง และการลงทุนขนาดใหญ่

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย เปิดเกมหาเสียงในพื้นที่ภาคใต้อย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศวิสัยทัศน์ “นโยบายภาคใต้ 3 เสาหลัก” โดยชูการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อทวงคืนโอกาสให้ประชาชนในภูมิภาคที่ถูกมองว่าถูกละเลยมายาวนานกว่า 30 ปี

นายพิพัฒน์ชี้ว่า ภาคใต้เป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพสูง ทั้งด้านภูมิศาสตร์ที่มีทะเลสองฝั่งคืออ่าวไทยและอันดามัน มีเพียงสองจังหวัดจากทั้งหมด 14 จังหวัดที่ไม่ติดทะเล อีกทั้งยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้ให้ประเทศถึง 5 แสนล้านบาทในปี 2568 และหากรวมรายได้จากทุกจังหวัดในภาคใต้ จะสูงกว่ากรุงเทพมหานครด้วยซ้ำ แต่ในความเป็นจริง ภาคใต้กลับขาดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดปัญหาการย้ายถิ่นฐาน โอกาสทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง และต้นทุนการเดินทางที่สูง

การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมจึงถูกยกเป็นจุดตั้งต้น ตั้งแต่ถนนพระราม 2 และทางหลวงหมายเลข 4 หรือถนนเพชรเกษม ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่เชื่อมภาคกลางกับภาคใต้ แต่กลับมีการพัฒนาล่าช้าและเกิดคอขวดหลายจุด โดยเฉพาะบริเวณอำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี และจุดบรรจบของทางหลวงหมายเลข 4 กับ 401 ในจังหวัดพัทลุง ก่อนเข้าสู่หาดใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องขยายช่องจราจรเพื่อรองรับปริมาณการเดินทางและการขนส่งที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในโครงการเรือธงที่ถูกผลักดันอย่างจริงจังคือถนนวงแหวนรอบเมืองหาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นหัวใจเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของภาคใต้ โครงการนี้มีระยะทางรวมเกือบ 67 กิโลเมตร แต่ตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา กลับก่อสร้างไปได้เพียง 7 กิโลเมตรเท่านั้น นายพิพัฒน์จึงมอบนโยบายให้กรมทางหลวงเร่งจัดตั้งงบประมาณในปี 2570 เพื่อเวนคืนที่ดินทั้งโครงการ วงเงินประมาณ 13,000 ล้านบาท เพื่อป้องกันความล่าช้าและปัญหาราคาที่ดินที่อาจเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต

ถนนวงแหวนรอบเมืองหาดใหญ่ถูกออกแบบให้เชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจรอบเมือง ทั้งด้านตะวันออกและตะวันตก รองรับการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์จากกรุงเทพฯ และจังหวัดภาคใต้ไปยังท่าเรือปีนังของมาเลเซีย รวมถึงเชื่อมต่อกับทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายหาดใหญ่–ชายแดนไทย–มาเลเซีย โครงการนี้มีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 41,000 ล้านบาท และตั้งเป้าก่อสร้างแล้วเสร็จเต็มวงภายในปี 2580 ซึ่งนายพิพัฒน์ย้ำว่า จะเป็นความหวังสำคัญของคนสงขลาและต้องทำให้เกิดขึ้นจริงภายใน 5 ปีแรก

ขยับมาที่จังหวัดภูเก็ต เมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่เผชิญปัญหาการจราจรเรื้อรังไม่แพ้กัน กระทรวงคมนาคมเร่งรัดโครงการทางด่วนกะทู้–ป่าตอง ซึ่งรอคอยมานาน โดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเตรียมเปิดประมูลในต้นปี 2569 คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ภายในปีเดียวกันหรืออย่างช้าไม่เกินต้นปี 2570 และเปิดให้บริการในปี 2574 ขณะเดียวกัน ทางด่วนระยะที่สองช่วงเมืองใหม่–เกาะแก้ว–กะทู้ ก็ได้รับความเห็นชอบรายงาน EIA แล้ว และอยู่ระหว่างเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี

นอกจากทางด่วนแล้ว แนวทางแก้ปัญหาจราจรภูเก็ตในระยะเร่งด่วนยังรวมถึงการขยายทางหลวงหมายเลข 402 และ 4027 โดยเพิ่มผิวจราจรจากเดิมเป็น 6 ช่องจราจร ด้วยการปรับเกาะกลางถนน เพื่อลดปัญหาคอขวดในเส้นทางหลักจากสนามบินเข้าสู่ตัวเมือง ซึ่งเป็นเส้นทางที่มีปริมาณรถหนาแน่นตลอดทั้งวัน

ในส่วนของโครงการรถไฟฟ้ารางเบา หรือแทรมภูเก็ต นายพิพัฒน์แสดงจุดยืนว่ายังไม่ควรเร่งดำเนินการในขณะนี้ เนื่องจากความคุ้มค่าและผลกระทบด้านจราจรยังไม่ชัดเจน โดยเห็นว่าควรแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการเพิ่มผิวจราจรและระบบขนส่งสาธารณะทางถนนก่อน ขณะที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยได้ปรับแผนก่อสร้างแทรมออกไปเริ่มในปี 2572 และเปิดให้บริการในปี 2575 เพื่อให้สอดคล้องกับโครงการก่อสร้างถนนแนวใหม่และลดผลกระทบต่อประชาชน

อีกหนึ่งโครงการสำคัญที่ถูกจับตามองคือรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 สายใต้ จำนวน 3 เส้นทาง มูลค่ารวมกว่า 104,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ ลดต้นทุนการขนส่ง และเชื่อมโยงเครือข่ายรางจากภาคกลางสู่ภาคใต้ และต่อยอดสู่เส้นทางรถไฟสิงคโปร์–คุนหมิงในอนาคต นายพิพัฒน์ระบุว่า โครงการมีความพร้อมแล้ว เหลือเพียงการจัดสรรงบประมาณเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีในปีงบประมาณ 2570

ปิดท้ายด้วยเมกะโปรเจ็กต์ระดับประเทศอย่าง “แลนด์บริดจ์” ที่ถูกยกเป็นไฮไลต์ของการพัฒนาภาคใต้และเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โครงการมูลค่าเกือบ 1 ล้านล้านบาทนี้ ถูกออกแบบให้เป็นเส้นทางเดินเรือใหม่เชื่อมอ่าวไทยกับอันดามัน ลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา และยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของโลก โดยคาดว่าจะสร้างงานได้กว่า 300,000 ตำแหน่ง และดึงดูดนักลงทุนจากยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลาง

นายพิพัฒน์ย้ำว่า หัวใจของแลนด์บริดจ์คือการเปิดโอกาสให้เอกชนมืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการ ภายใต้รูปแบบ PPP net cost โดยรัฐรับผิดชอบค่าเวนคืนที่ดิน และต้องคัดเลือกนักลงทุนที่มีความเป็นกลาง ไม่ผูกโยงกับมหาอำนาจใด เพื่อให้โครงการนี้กลายเป็นประตูเศรษฐกิจใหม่ของโลกอย่างแท้จริง