นโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ถือเป็นหนึ่งในนโยบายเรือธงของพรรคเพื่อไทยที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากประชาชน โดยเฉพาะผู้ใช้รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เนื่องจากถูกมองว่าจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่ปัจจุบันยังเป็น “ของแพง” สำหรับคนรายได้ปานกลางและรายได้น้อย

The Momentum ได้มีโอกาสพูดคุยกับกฤชนนท์ อัยยปัญญา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคมนาคมและโฆษกกระทรวงคมนาคม เพื่อไขความกระจ่างถึงสาเหตุที่ทำให้นโยบายดังกล่าวต้องเลื่อนการเริ่มต้นออกไปจากกำหนดเดิม 1 ตุลาคม 2568 ไปเป็นวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 พร้อมอธิบายรายละเอียดของโครงการและแนวทางในอนาคต

กฤชนนท์เล่าถึงหลักคิดสำคัญของนโยบายนี้ว่า รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายเป็นการกำหนดราคาค่าโดยสารให้สัมพันธ์กับรายได้ขั้นต่ำของคนไทย หากคิดค่าแรงขั้นต่ำปัจจุบันที่ 400 บาทต่อวัน ค่าโดยสารรถไฟฟ้าไป-กลับในราคา 40 บาทก็จะอยู่ที่ 10% ของรายได้ ซึ่งถือว่าเหมาะสมต่อกำลังจ่ายของประชาชน อีกทั้งยังมีการวางระบบ “ฟีดเดอร์” เสริม เช่น รถเมล์ราคาตั๋ว 10 บาท เพื่อให้ค่าเดินทางรวมต่อวันไม่เกิน 60 บาท

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ทำให้โครงการต้องเลื่อนออกไปคือความล่าช้าในการพิจารณากฎหมายสำคัญในสภาผู้แทนราษฎร โดยมีถึง 3 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน ได้แก่ กฎหมายการขนส่งทางราง กฎหมายการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และกฎหมายการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ซึ่งทั้งหมดมีบทบาทสำคัญต่อการกำกับดูแลผู้ให้บริการ การจัดสรรรายได้ระหว่างระบบ และการใช้เงินสะสมของ รฟม. เพื่อสนับสนุนโครงการ

ในเชิงการเงิน กฤชนนท์อธิบายว่า รฟม. มีเงินสะสมอยู่ราว 10,000 ล้านบาท เพียงพอสำหรับการอุดหนุนโครงการได้ประมาณ 2 ปี ขณะเดียวกันรัฐบาลยังวางแผนจัดเก็บค่าธรรมเนียมรถติด (Congestion Charge) ในอนาคต เพื่อนำมาสนับสนุนกองทุนตั๋วร่วม แต่จะดำเนินการได้ต่อเมื่อระบบฟีดเดอร์มีความสะดวกและปลอดภัยแล้ว นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังเตรียมเจรจาแก้ไขสัญญาสัมปทานกับเอกชน เพื่อปรับการส่งเงินคืนรัฐจาก 15% เป็น 25% ซึ่งจะช่วยให้รัฐสามารถสนับสนุนโครงการได้ปีละราว 8,000 ล้านบาท

โฆษกกระทรวงคมนาคมยืนยันว่า แม้ต้องเลื่อนเวลา แต่โครงการนี้จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า ทั้งในด้านการลดค่าเชื้อเพลิง การลดการปล่อยคาร์บอน และการเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินทางของประชาชน โดยประเมินว่าหากนโยบายเริ่มใช้จริง จำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นราว 20% ส่งผลต่อการลดจำนวนรถยนต์บนถนนและทำให้การจราจรโดยรวมคล่องตัวมากขึ้น

ในส่วนของระบบการชำระเงิน นโยบายจะใช้ “กองทุนตั๋วร่วม” เป็นกลไกจัดการรายได้ของผู้ให้บริการรถไฟฟ้า เช่น BTS และ BEM โดยเงินค่าโดยสารจะถูกหักทันทีเมื่อผู้โดยสารแตะบัตรเข้าสู่ระบบ ปัจจุบันรองรับบัตร Rabbit และบัตร EMV เท่านั้น แต่ในอนาคตมีแผนพัฒนาไปสู่การชำระผ่าน QR Code ลายนิ้วมือ หรือแม้แต่การสแกนใบหน้า

เมื่อถูกถามถึงความยั่งยืนของโครงการ หากรัฐบาลชุดต่อไปไม่ใช่พรรคเพื่อไทย กฤชนนท์มั่นใจว่า โอกาสล้มมีน้อยมาก เพราะหากสามารถทำให้มีผู้ใช้รถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึง 2 ล้านคนต่อวัน และทำให้ถนนโล่งขึ้น 10-20% ก็ไม่มีรัฐบาลใดกล้า “ถอย” จากนโยบายที่สร้างประโยชน์มหาศาลเช่นนี้ พร้อมเปรียบเทียบกับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ที่ไม่ว่ารัฐบาลไหนมาก็ยังคงไว้เพราะเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชนอย่างแท้จริง

ท้ายที่สุด กฤชนนท์ย้ำว่า หัวใจสำคัญที่ต้องเร่งทำให้สำเร็จคือ การผ่านกฎหมายทั้งสามฉบับ การแก้ไขสัญญาสัมปทานเพื่อให้การส่งเงินคืนรัฐ 25% เป็นข้อผูกพัน และการสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชน โดยกำหนดว่าภายในวันที่ 9 กันยายนนี้ จะเข้าสู่การเจรจาอย่างเป็นทางการกับผู้ให้บริการรถไฟฟ้า และหากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ประชาชนก็จะได้สัมผัสนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายจริงในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2568