เศรษฐกิจอ่อนแรงยืดเยื้อ ธนาคารไทยเข้าโหมดตั้งรับ คุมสินเชื่อเข้ม ป้องกันคลื่นหนี้เสีย

ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวต่อเนื่อง และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบกว่าสามทศวรรษ กำลังกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อระบบธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ ปีนี้ไม่ใช่ปีของการเร่งขยายสินเชื่อ หากแต่เป็นช่วงเวลาของการ “ตั้งรับ” และบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในภาวะที่ปัญหาหนี้เสียยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ของภาคการเงิน

นางสาวดวงดาว วงค์พนิตกฤต ประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจด้านการเงินและกลยุทธ์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ระบุว่า ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งต่างอยู่ในโหมดระมัดระวัง โดยเฉพาะกลยุทธ์การปล่อยสินเชื่อที่ไม่สามารถขยายตัวได้เหมือนในอดีต หากมองในภาพเศรษฐกิจมหภาค จะพบว่าการเติบโตของจีดีพีในปีนี้ต่ำที่สุดในรอบกว่า 30 ปี และต่ำกว่าระดับที่เคยประเมินไว้ที่ราว 2% อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อภาพรวมเศรษฐกิจชะลอตัว การดำเนินธุรกิจของธนาคารจึงจำเป็นต้องตั้งอยู่บนความรอบคอบอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

สำหรับกรุงศรีอยุธยา ความระมัดระวังถือเป็นหัวใจของการบริหาร เพราะธนาคารมีหน้าที่ดูแลเงินฝากของประชาชนจำนวนมาก แม้จะไม่สามารถเร่งปล่อยสินเชื่อได้ในวงกว้าง แต่ยังคงพยายามคัดเลือกกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพ เพื่อประคับประคองการเติบโตภายใต้ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

ในมุมของคุณภาพสินทรัพย์ กลุ่มที่ยังคงเปราะบางและต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด คือกลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งกำลังเผชิญกับความยากลำบากจากต้นทุนที่สูง กำลังซื้อที่อ่อนแรง และสภาพคล่องที่ตึงตัว อย่างไรก็ตาม ธนาคารไม่ได้ทอดทิ้งลูกหนี้กลุ่มนี้ แต่เลือกใช้แนวทางการทำงานเชิงลึกเป็นรายกรณี ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้และการหาทางออกที่มากกว่าการอัดฉีดเงินทุนเพียงอย่างเดียว

นอกจากเอสเอ็มอีแล้ว สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยยังเป็นอีกกลุ่มที่น่ากังวล ท่ามกลางภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยอดขายไม่เติบโตตามเป้า ส่งผลให้ทั้งผู้พัฒนาโครงการและผู้กู้ต้องเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโดยรวม ขณะที่กลุ่มลูกหนี้รายใหญ่ ลูกค้าญี่ปุ่น บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล ยังถือว่ามีคุณภาพและอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

ด้วยบริบทดังกล่าว กรุงศรีฯ จึงตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อรวมในปีนี้ไว้ที่ 2-4% โดยโอกาสหลักในประเทศยังคงอยู่ที่กลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ แม้การแข่งขันในกลุ่มนี้จะรุนแรงมากขึ้นจากการที่ธนาคารหลายแห่งหันมาโฟกัสลูกค้ากลุ่มเดียวกัน จนเกิดการแข่งขันด้านราคาที่เข้มข้น ขณะเดียวกัน การเติบโตจากต่างประเทศยังเป็นจุดแข็ง โดยคาดว่าสินเชื่อต่างประเทศจะเติบโตถึง 14-16% แม้จะมีสัดส่วนเพียง 5% ของพอร์ต แต่สามารถสร้างรายได้มากถึง 20% ของรายได้รวม

ในระยะกลางถึงยาว กลยุทธ์ของกรุงศรีฯ ยังคงมุ่งเน้นการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า การลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัลด้วยงบกว่า 17,000 ล้านบาท รวมถึงการผสานศักยภาพของบริษัทในเครือภายใต้แนวคิด One Krungsri เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความคล่องตัวในการให้บริการ

ด้านนายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ย้ำว่า ปีนี้เป็นปีที่ต้องบริหารพอร์ตสินเชื่ออย่างมีวินัย ภายใต้ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและระดับหนี้เสียที่ยังสูง กลยุทธ์การปล่อยสินเชื่อจึงเน้นการคัดเลือกเป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจง มากกว่าการขยายตัวในวงกว้าง เพื่อรักษาเสถียรภาพของพอร์ตในระยะยาว

แม้ภาพรวมในประเทศจะยังเปราะบาง แต่ธนาคารยังมองเห็นโอกาสจากการเติบโตในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวได้ราว 10% และยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญในอนาคต สำหรับตลาดไทย การเน้นกลุ่มบริษัทข้ามชาติและลูกค้าญี่ปุ่นยังเป็นยุทธศาสตร์หลัก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพและความต้องการใช้สินเชื่ออย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ฝั่งธนาคารทหารไทยธนชาต หรือ ทีทีบี ยังคงสะท้อนภาพความระมัดระวังในทิศทางเดียวกัน นายศรัณย์ ภู่พัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ระบุว่า จีดีพีปีนี้คาดว่าจะอยู่เพียงระดับ 1.5% ทำให้ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อไว้เพียง 1-2% โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพสินเชื่อและความมั่นคงมากกว่าการเติบโตเชิงปริมาณ

พอร์ตสินเชื่อธุรกิจของทีทีบีอยู่ที่ประมาณ 4.5-4.6 แสนล้านบาท โดยลูกค้ารายใหญ่ยังคงมีสัญญาณการลงทุน โดยเฉพาะในโครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน ขณะที่เอสเอ็มอียังชะลอการลงทุนและเป็นกลุ่มที่ธนาคารต้องจับตาความเสี่ยงด้านการชำระหนี้อย่างใกล้ชิด เช่นเดียวกับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่มีความอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยและกำลังซื้อ

ภาพสะท้อนจากธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ชี้ชัดว่า ปีนี้ไม่ใช่ปีแห่งการเร่งเครื่อง แต่เป็นปีของการประคองตัวอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ การรักษาคุณภาพสินทรัพย์และเสถียรภาพของระบบการเงิน จึงเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกแบงก์ต้องให้ความสำคัญสูงสุด