เศรษฐกิจปีม้า 2026 : ปีแห่งการทดสอบความแข็งแกร่งของประเทศ

วันนี้เป็นบทความแรกของปี ขอส่งคำอวยพรปีใหม่ไปถึงแฟนคอลัมน์ “เศรษฐศาสตร์บัณฑิต” และผู้อ่านทุกท่าน ขอให้ปีนี้เป็นปีแห่งความดีงาม ความสำเร็จ สุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัย และมีความสุขในชีวิตครอบครัวตลอดทั้งปี

ผมเขียนบทความนี้ในช่วงวันหยุดยาวปีใหม่ จากการสังเกตบรรยากาศการใช้จ่าย พบว่าเศรษฐกิจยังพอ “ขยับได้” ประชาชนยังจับจ่าย แม้จะไม่คึกคักเหมือนในอดีต แต่ลึกลงไปในความรู้สึกของผู้คน ต้องยอมรับว่าคนส่วนใหญ่ยังมองเศรษฐกิจปีนี้ในเชิงลบ ผลสำรวจล่าสุดสะท้อนว่าคนไทยถึงร้อยละ 74 เชื่อว่าเศรษฐกิจปีนี้จะแย่ลง พร้อมเตรียมรัดเข็มขัดและตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ

ในมุมมองของผม ปีม้า 2026 จะเป็นปีที่ท้าทายอย่างยิ่ง ทั้งต่อเศรษฐกิจไทยและต่อการกำหนดนโยบาย เพราะหลายปัจจัยลบและความเสี่ยงจะถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ขณะที่จุดอ่อนเชิงโครงสร้างและข้อจำกัดของประเทศในการแก้ปัญหาจะปรากฏชัดเจนขึ้น จนกลายเป็นตัวถ่วงการเดินหน้าของเศรษฐกิจทั้งหมด นี่คือปีแห่งการทดสอบความสามารถ ความจริงใจ และภาวะผู้นำของผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจ ว่าจะพาประเทศออกจากความเปราะบางนี้ได้หรือไม่

เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ยาก เพราะเครื่องยนต์หลักแทบทุกตัวอ่อนแรง หลังวิกฤติโควิด การบริโภคและการลงทุนภายในประเทศไม่สามารถฟื้นกลับมาได้อย่างแข็งแรง การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงต้องพึ่งพาการส่งออก การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายภาครัฐเป็นหลัก แต่วันนี้เครื่องยนต์ทั้งสามตัวได้เดินทางมาถึงจุดที่ขยายตัวต่อได้ยากขึ้นอย่างชัดเจน

การส่งออกถูกกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอ ความตึงเครียดทางการค้า และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยลดลงจากผลิตภาพที่ต่ำ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และค่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่วนภาคการท่องเที่ยว แม้ยังเป็นความหวังสำคัญ แต่ก็ต้องเผชิญการแข่งขันจากประเทศคู่แข่งอย่างญี่ปุ่น จีน มาเลเซีย และเวียดนาม ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ได้ดีขึ้น ทั้งด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืน ทำให้การท่องเที่ยวไทยไม่สามารถเติบโตแบบเดิมได้อีกต่อไป

ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายภาครัฐก็มีข้อจำกัดสูง การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการเดิมๆ เสี่ยงกระทบวินัยการคลังและหนี้สาธารณะ จนส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของประเทศ ด้านการบริโภคภาคครัวเรือนถูกจำกัดจากรายได้ที่โตช้าและภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง ส่วนการลงทุนภาคเอกชนยังซบเซา ท่ามกลางความไม่แน่นอนและการลงทุนจากต่างประเทศที่ลดลง

พื้นที่นโยบายก็แคบลงอย่างเห็นได้ชัด นโยบายการคลังถูกจำกัดด้วยภาระหนี้ ขณะที่นโยบายการเงินก็เหลือช่องให้ลดดอกเบี้ยได้อีกไม่มาก เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับต่ำแล้ว ภาพรวมจึงสะท้อนชัดว่า เศรษฐกิจปีนี้ขาดแรงขับเคลื่อนอย่างแท้จริง

ความน่ากังวลไม่ได้หยุดอยู่แค่การเติบโตที่ต่ำ แต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจยังเพิ่มความเสี่ยงด้านเสถียรภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ทำนโยบายเศรษฐกิจต้องระวังอย่างยิ่ง เมื่อเศรษฐกิจชะลอรุนแรง ความเปราะบางจะสะสมและอาจปะทุเป็นวิกฤติได้ สำหรับปีนี้ ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตา ได้แก่ ภาวะเงินฝืด เสถียรภาพของระบบการเงิน และเสถียรภาพด้านความมั่นคง

ภาวะเงินฝืดเป็นสัญญาณอันตรายที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเริ่มส่งเสียงเตือน ราคาสินค้าที่ลดลงจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ ทำให้ภาคธุรกิจต้องลดราคา ลดการผลิต และลดการจ้างงาน ส่งผลให้รายได้หดตัว การใช้จ่ายยิ่งชะลอลง และเศรษฐกิจเข้าสู่วงจรถดถอย ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่หากเกิดขึ้นจริง อาจทำให้ประเทศสูญเสียการเติบโตไปยาวนานดังเช่นที่ญี่ปุ่นเคยเผชิญ

เศรษฐกิจที่ซบเซายังบั่นทอนความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนและภาคธุรกิจ หากหนี้เสียเพิ่มขึ้นเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ ก็จะกลายเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบการเงินในที่สุด

นอกจากนี้ ความเสี่ยงด้านความมั่นคงจากสถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามในภูมิภาคและระดับโลก เป็นปัจจัยที่ประเทศไทยไม่เคยเผชิญในระดับนี้มาก่อน และไม่อาจมองข้ามได้ เพราะผลกระทบจะลุกลามตั้งแต่การค้าชายแดน การท่องเที่ยว ความเชื่อมั่นนักลงทุน ไปจนถึงฐานะการคลังของประเทศ ที่สำคัญคือ สงครามที่ยืดเยื้อมักควบคุมไม่ได้ และมีพลวัตของมันเอง

เมื่อมองภาพรวม เศรษฐกิจไทยปีนี้จึงเปราะบางเป็นพิเศษ คล้าย “เป็ดง่อย” ที่ขาดพลังขับเคลื่อน อ่อนไหวต่อแรงกระแทกจากภายนอก และเสี่ยงต่อการถูกเอาเปรียบจากผู้ที่เข้มแข็งกว่า นี่คือปีที่ต้องการการบริหารจัดการที่เข้าใจปัญหาจริง มีประสบการณ์ และมีความจริงใจในการนำประเทศออกจากความตกต่ำ

อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพสูง ทั้งความสามารถของภาคธุรกิจ ความมั่งคั่งและสินทรัพย์ที่มีอยู่ และพลังของคนรุ่นใหม่ที่เป็นประชากรที่มีการศึกษาดีที่สุดเท่าที่ประเทศเคยมี สิ่งที่ขาดไม่ใช่ศักยภาพ แต่คือภาวะผู้นำของฝ่ายการเมือง ข้าราชการ และผู้นำธุรกิจ ในการดึงศักยภาพเหล่านี้ออกมาใช้

ปีม้า 2026 จึงไม่ใช่แค่ปีแห่งความยากลำบาก แต่คือปีแห่งการทดสอบความแข็งแกร่งเชิงสถาบันของประเทศ ว่าเราจะปล่อยให้ “เป็ดง่อย” อ่อนแรงต่อไป หรือจะเปลี่ยนมันให้กลายเป็น “ม้าที่พุ่งทะยาน” นำเศรษฐกิจไทยกลับสู่การเติบโตตามศักยภาพที่คนไทยทั้งประเทศเฝ้ารออยู่