โชห่วยจับตาเลือกตั้ง 2569 หวังนโยบายใหม่ฟื้นเศรษฐกิจฐานราก สมาคมยาสูบไทยจี้รัฐปราบบุหรี่เถื่อน ปกป้องร้านค้าถูกกฎหมาย

บรรยากาศการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 กลายเป็นความหวังสำคัญของผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มร้านโชห่วยซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักของเศรษฐกิจฐานราก ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว กำลังซื้ออ่อนแรง และต้นทุนค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สมาคมการค้ายาสูบไทยมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนของนโยบายเศรษฐกิจ หากพรรคการเมืองให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจใต้ดิน โดยเฉพาะการระบาดของบุหรี่เถื่อนที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อร้านค้าถูกกฎหมาย

นางสาวธัญญศรัณ แสงทอง ผู้อำนวยการบริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย เปิดเผยว่า สมาคมฯ ติดตามทิศทางนโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด และเห็นตรงกันว่าภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อเศรษฐกิจรากหญ้า ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวในระดับสูง รายได้ที่ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ หรือสภาพคล่องของผู้ประกอบการรายย่อยที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

จากการประเมินสถานการณ์ พบว่าหลายนโยบายหาเสียงที่พรรคการเมืองนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การลดภาระค่าครองชีพ การเสริมสภาพคล่องให้ SMEs และการจัดการเศรษฐกิจใต้ดิน ล้วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับร้านโชห่วยซึ่งดำเนินธุรกิจอย่างถูกกฎหมาย และเป็นกลไกสำคัญในการหมุนเวียนเศรษฐกิจในระดับชุมชน

นางสาวธัญญศรัณระบุว่า ปัจจุบันโชห่วยที่จำหน่ายสินค้าถูกกฎหมายทั่วประเทศราว 500,000 ราย กำลังเผชิญการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากการขยายตัวของบุหรี่เถื่อน ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วตามภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา โดยบุหรี่ผิดกฎหมายมีส่วนแบ่งตลาดสูงถึงร้อยละ 28 ส่งผลให้ร้านค้าถูกกฎหมายสูญเสียลูกค้า รายได้ลดลง และไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้

หากรัฐบาลชุดใหม่ต้องการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากอย่างจริงจัง การยกระดับการแก้ปัญหาบุหรี่เถื่อนให้เป็นวาระแห่งชาติถือเป็นเรื่องจำเป็น เพราะปัญหาดังกล่าวไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ค้าปลีก แต่ยังบั่นทอนความเป็นธรรมของระบบเศรษฐกิจ และทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีจำนวนมหาศาล

ข้อมูลจากสมาคมฯ ระบุว่า บุหรี่ผิดกฎหมายส่วนใหญ่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ก่อนลักลอบนำเข้ามาจำหน่ายทั้งในร้านค้าทั่วไปและช่องทางออนไลน์ โดยมีราคาถูกกว่าบุหรี่ถูกกฎหมายถึง 2–3 เท่า ทำให้ร้านโชห่วยไม่สามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม ขณะเดียวกัน การควบคุมการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ยังประสบอุปสรรค เนื่องจากขาดความร่วมมือจากแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ ส่งผลให้การลักลอบจำหน่ายยังแพร่หลายและตรวจสอบได้ยาก

นางสาวธัญญศรัณกล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบายปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การจัดการทุนสีเทา และการเพิ่มรายได้รัฐจากภาษี ซึ่งหลายพรรคการเมืองนำมาใช้เป็นนโยบายหาเสียง สามารถเริ่มต้นได้อย่างเป็นรูปธรรมจากการแก้ปัญหาบุหรี่เถื่อน เพราะในแต่ละปีรัฐสูญเสียรายได้จากภาษีเกือบ 30,000 ล้านบาท ขณะที่โชห่วยและเกษตรกรไร่ยาสูบกลับไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างเพียงพอ

สมาคมการค้ายาสูบไทยยังเสนอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชน พร้อมนำเทคโนโลยีมาใช้ในการติดตาม ตรวจสอบ และสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายอย่างจริงจัง ซึ่งจะช่วยลดปริมาณบุหรี่เถื่อนในตลาด เพิ่มรายได้ให้รัฐ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการรายย่อยและเกษตรกรในประเทศ

ท้ายที่สุด สมาคมฯ เรียกร้องให้ผู้สมัครและพรรคการเมืองกำหนดนโยบายที่ชัดเจนในการปราบปรามบุหรี่เถื่อน คุ้มครองร้านค้าถูกกฎหมาย และดูแลห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจรากหญ้าอย่างยั่งยืน ลดการขยายตัวของธุรกิจผิดกฎหมาย และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว