คมนาคมสะดุดช่วงเปลี่ยนผ่านการเมือง 13 เมกะโปรเจกต์มูลค่า 3.4 แสนล้าน รอไฟเขียวรัฐบาลใหม่
การประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรในช่วงปลายปี 2568 ส่งผลให้ประเทศไทยเข้าสู่สถานะรัฐบาลรักษาการอย่างรวดเร็ว หลังรัฐบาลชุดเดิมภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งได้เพียงราว 3 เดือน การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองครั้งนี้ไม่เพียงกระทบต่อทิศทางนโยบายในภาพรวม แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคม ซึ่งหลายโครงการต้องชะลอการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อรอรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาตัดสินใจ
ประเด็นดังกล่าวถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากโครงการลงทุนด้านคมนาคมเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือ “หัวรถจักร” ที่จะขับเคลื่อนการฟื้นตัวของประเทศ หากสามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องและทันท่วงที โครงการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยกระตุ้นการจ้างงานในภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง แต่ยังส่งผลต่อกำลังซื้อ ความเชื่อมั่นของภาคเอกชน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติในระยะถัดไป
ในเชิงโครงสร้าง โครงการคมนาคมขนาดใหญ่มีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านการลดต้นทุนและระยะเวลาในการขนส่ง การเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจ และการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความล่าช้าที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้สร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน ทั้งจากราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงที่ปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ ตลอดจนโอกาสทางเศรษฐกิจที่สูญเสียไป และความเสี่ยงด้านความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ยังอยู่ระหว่างรอการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรีชุดใหม่รวมทั้งสิ้น 13 โครงการ คิดเป็นวงเงินรวมประมาณ 343,942 ล้านบาท โดยโครงการด้านทางพิเศษและมอเตอร์เวย์หลายสายยังอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมความเห็นและเตรียมเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณา ขณะที่บางโครงการได้เสนอเข้าสู่ระบบแล้วและอยู่ระหว่างรอบรรจุเป็นวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี
ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานด้านราง โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 ในหลายช่วงเส้นทางภาคใต้ยังคงอยู่ในขั้นตอนการประมวลเรื่องและรอการพิจารณาเช่นกัน ซึ่งถือเป็นโครงการสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าและการเดินทางระหว่างภูมิภาค ขณะเดียวกัน โครงการพัฒนาท่าอากาศยานหลักของประเทศ ทั้งดอนเมือง เชียงใหม่ และภูเก็ต ยังอยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียดและจัดเตรียมเอกสารเพื่อเสนอขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ ยังมีโครงการขยายอาคารผู้โดยสารสนามบินที่ผ่านการรับฟังความเห็นจากหน่วยงานหลักแล้ว และอยู่ระหว่างรอความเห็นจากกระทรวงการคลัง เพื่อส่งกลับมายังกระทรวงคมนาคมก่อนเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายของการพิจารณา
ทั้งนี้ การตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ในการเร่งรัดและผลักดันโครงการเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส จะเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว และอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้โครงการค้างท่อเหล่านี้กลายเป็นกลไกหลักในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างการจ้างงาน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยได้อย่างเต็มที่ในอนาคตอันใกล้

