Green & Digital Supply Chain: ไทยบนจุดเปลี่ยนสู่ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานโลกยุคใหม่

กุมภาพันธ์ 2569 คือช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นสู่บทบาทใหม่ในเวทีการค้าโลก จากประเทศทางผ่านของการขนส่งสินค้า สู่การเป็น “ศูนย์กลางยุทธศาสตร์ของห่วงโซ่อุปทานโลก” ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เทคโนโลยี และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การปรับตัวสู่ระบบ Green & Digital Supply Chain จึงไม่ใช่เพียงกลยุทธ์เสริม แต่คือกลไกหลักของการอยู่รอดและเติบโตในตลาดระดับพรีเมียมอย่างยุโรปและตะวันออกกลาง

ในฝั่งของตลาดยุโรป กระแสสิ่งแวดล้อมได้พัฒนาไปไกลกว่าความสมัครใจ สหภาพยุโรปเริ่มบังคับใช้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน หรือ CBAM อย่างเต็มรูปแบบในปี 2569 ทำให้ต้นทุนการส่งออกไม่ได้วัดกันที่ราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดกระบวนการผลิต สินค้าไทยที่ยังใช้พลังงานฟอสซิลเข้มข้นหรือขาดข้อมูลคาร์บอนที่ตรวจสอบได้ จะเสียเปรียบคู่แข่งโดยอัตโนมัติ ในทางกลับกัน ผู้ประกอบการที่สามารถลดการปล่อยคาร์บอนและแสดงข้อมูล Carbon Footprint อย่างโปร่งใส จะเปลี่ยนภาระด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นแต้มต่อทางการค้าได้อย่างชัดเจน

พร้อมกันนั้น แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนได้กลายเป็นหัวใจของการตัดสินใจลงทุนจากยุโรป การใช้วัสดุรีไซเคิล การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และการเชื่อมโยงของเสียจากอุตสาหกรรมหนึ่งไปเป็นวัตถุดิบของอีกอุตสาหกรรมหนึ่ง ไม่ได้เป็นเพียงภาพลักษณ์สีเขียว แต่คือหลักฐานของระบบการผลิตที่ยั่งยืน นักลงทุนยุโรปจำนวนมากมองหาไทยในฐานะฐานการผลิตที่สามารถตอบโจทย์นี้ได้ และส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดตนเองโดยมีต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมต่ำที่สุด

ขณะเดียวกัน ตลาดตะวันออกกลางกลับให้ความสำคัญกับมิติที่แตกต่างออกไป ความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาเมืองอัจฉริยะคือหัวใจของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศ GCC สินค้าอาหารและเกษตรจากไทยได้รับความสนใจสูง แต่สิ่งที่ผู้บริโภคและผู้นำเข้าให้ความสำคัญไม่แพ้คุณภาพ คือความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลอย่าง Blockchain เข้ามาใช้ในห่วงโซ่อุปทาน ทำให้สินค้าสามารถแสดงที่มา กระบวนการผลิต และความถูกต้องตามหลักฮาลาลได้อย่างโปร่งใส ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นในตลาดที่มีความอ่อนไหวด้านศาสนาและความปลอดภัยของอาหาร

นอกจากนี้ การประยุกต์ใช้ AI ในระบบโลจิสติกส์ยังช่วยให้การส่งออกไปตะวันออกกลางมีความแม่นยำมากขึ้น การวิเคราะห์ความต้องการล่วงหน้า การบริหารสต็อก และการวางแผนเส้นทางขนส่ง ช่วยลดการสูญเสียสินค้า เพิ่มความสดใหม่ และเสริมความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดที่ระยะทางไกลและต้นทุนโลจิสติกส์สูง

บทบาทของไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่การส่งออกโดยลำพัง ในปี 2569 ประเทศไทยถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค CLMV อย่างเต็มรูปแบบ การเชื่อมโยงระบบศุลกากรดิจิทัล ระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ และการชำระเงินข้ามพรมแดน จะทำให้การเคลื่อนย้ายสินค้าจากจีนและอินเดีย ผ่านประเทศเพื่อนบ้าน เข้าสู่ไทย และกระจายไปยังตลาดโลก เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีต้นทุนต่ำ ความได้เปรียบนี้ทำให้ไทยกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่นักลงทุนต่างชาติไม่อาจมองข้าม

ในมิติของความยั่งยืน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ระบบรางไฟฟ้าและเส้นทางขนส่งคาร์บอนต่ำ จะช่วยตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะ Green Corridor ของภูมิภาคอาเซียน และตอบโจทย์บริษัทข้ามชาติที่ต้องการลดการปล่อยคาร์บอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ท้ายที่สุด การผสานพลังระหว่าง Green และ Digital คือกุญแจสำคัญของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทยในปี 2569 หากประเทศไทยสามารถยกระดับตนเองจาก Low-cost Gateway สู่ High-value Gateway ได้สำเร็จ ไม่เพียงแต่จะดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ แต่ยังเปิดโอกาสให้ SMEs ไทยก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าระดับโลกในฐานะผู้เล่นที่มีมาตรฐานและความน่าเชื่อถือ

ในโลกการค้ายุคใหม่ ความเร็วในการปรับตัวคือปัจจัยชี้ขาด ผู้ที่ยังยึดติดกับรูปแบบเดิมอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แต่ประเทศและธุรกิจที่กล้าเดินหน้าสู่ Green & Digital Supply Chain จะเป็นผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจของภูมิภาคในทศวรรษต่อไป