พลิกโฉมโลจิสติกส์ไทยสู่ยุคคาร์บอนต่ำ
ท่าเรืออัจฉริยะและพลังงานสะอาด จุดเปลี่ยนสำคัญของ EEC ในปี 2569
ในปี พ.ศ. 2569 เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC กำลังก้าวข้ามบทบาทเดิมจากการเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรม ไปสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์สีเขียวแห่งใหม่ของภูมิภาคอาเซียน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการขยายโครงสร้างพื้นฐานให้ใหญ่ขึ้น แต่เป็นการยกระดับทั้งระบบด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะและพลังงานสะอาด เพื่อตอบรับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม

หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวคือการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าท่าเรือขนส่งสินค้าแบบดั้งเดิม ท่าเรือแห่งนี้นำระบบอัตโนมัติเข้ามาบริหารจัดการตั้งแต่กระบวนการขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ไปจนถึงการเคลื่อนย้ายภายในท่าเรือ ด้วยเครนอัตโนมัติและยานพาหนะไร้คนขับที่สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง การใช้เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยลดการพึ่งพาแรงงานและเชื้อเพลิงฟอสซิล ลดมลพิษทางอากาศ และเพิ่มความแม่นยำในการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ

ควบคู่กันนั้น การนำ Big Data และปัญญาประดิษฐ์เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการท่าเรือ ได้เปลี่ยนวิธีคิดด้านโลจิสติกส์จากการ “แก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้น” ไปสู่การ “คาดการณ์ล่วงหน้า” ระบบสามารถวิเคราะห์ปริมาณเรือและสินค้า วางแผนการใช้ทรัพยากร และจัดเส้นทางการขนส่งให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ส่งผลให้ระยะเวลาการจอดเรือสั้นลง การสิ้นเปลืองพลังงานลดลง และห่วงโซ่อุปทานโดยรวมมีความคล่องตัวมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ท่าเรืออัจฉริยะจะไม่สามารถขับเคลื่อนแนวคิดโลจิสติกส์สีเขียวได้อย่างสมบูรณ์ หากขาดโครงข่ายพลังงานที่สอดคล้องกัน ในปี 2569 พื้นที่ EEC จึงถูกวางบทบาทให้เป็นต้นแบบของระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือ Smart Grid ที่สามารถรองรับการผลิตและการใช้พลังงานหมุนเวียนในระดับอุตสาหกรรม ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงไฟฟ้าสีเขียวได้โดยตรงผ่านกลไกการซื้อขายพลังงานและใบรับรองพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตอบโจทย์นโยบาย RE100 ของบริษัทข้ามชาติ

นอกจากนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานยังขยายไปสู่ภาคการขนส่ง โดยมีการส่งเสริมสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าและการทดลองใช้เทคโนโลยีไฮโดรเจนสำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง ลดต้นทุนในระยะยาว และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคโลจิสติกส์ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยหลักของประเทศ

เมื่อท่าเรืออัจฉริยะและโครงข่ายพลังงานสะอาดทำงานร่วมกัน EEC จึงกลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญของ Green Supply Chain ระดับโลก นักลงทุนต่างชาติที่ให้ความสำคัญกับ ESG และการตรวจสอบรอยเท้าคาร์บอนของสินค้า เริ่มมองเห็นประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตและศูนย์กระจายสินค้าที่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับความยั่งยืนอย่างแท้จริง การหลั่งไหลของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และอุตสาหกรรมการแพทย์สมัยใหม่ จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ของการวางยุทธศาสตร์เชิงระบบ

ในภาพรวม ปี 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ EEC ได้ยกระดับบทบาทของตนเองจากผู้ตาม ไปสู่การเป็นผู้นำด้านโลจิสติกส์ที่ยั่งยืนในภูมิภาค การลงทุนในเทคโนโลยีอัจฉริยะและพลังงานสะอาดไม่เพียงสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน นี่คือก้าวสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่ได้วัดผลเพียงตัวเลขการเติบโต หากแต่วัดจากความยั่งยืนในระยะยาวของประเทศทั้งระบบ