LEO เร่งเครื่องแผน Jump+ ดัน EBITDA โต 45% ตั้งเป้าสร้างความมั่นคงรอบใหม่ในปี 2571
บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO เดินหน้าแผนรุกธุรกิจเต็มกำลัง หลังรายงานผลประกอบการปี 2568 มีรายได้รวม 1,328.6 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ 8.8 ล้านบาท ขณะที่หากพิจารณาเฉพาะงบเดี่ยว บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 40.3 ล้านบาท สะท้อนความสามารถในการควบคุมต้นทุนและรักษาประสิทธิภาพการดำเนินงานได้ดีขึ้น
นายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า ธุรกิจโลจิสติกส์หลักยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขนส่งทางรถในประเทศที่มีจำนวนเที่ยวเพิ่มขึ้น รวมถึงงานบริการตัวแทนดำเนินพิธีการศุลกากรที่ขยายตัวอย่างชัดเจน ส่งผลให้รายได้จากบริการดังกล่าวเพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
นอกจากธุรกิจ Freight บริษัทให้ความสำคัญกับการขยายพอร์ต Non-Freight และ Non-Logistics เพื่อลดความผันผวนของรายได้ โดยเฉพาะธุรกิจขนส่งทางรางในกลุ่มบริษัทอย่าง LaneXang Express และ Sritrang Leo Multimodal Logistics ซึ่งในปี 2568 มีรายได้รวมจากการขนส่งทางรางประมาณ 258 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56% จากปีก่อนหน้า สะท้อนศักยภาพการเติบโตของการขนส่งรูปแบบรางที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น
ด้านธุรกิจสนับสนุนอื่น ๆ ก็เติบโตโดดเด่นเช่นกัน YJC Depot Services ซึ่งดำเนินธุรกิจลานเก็บตู้คอนเทนเนอร์ มีรายได้ปี 2568 เพิ่มขึ้นถึง 82% จากปีก่อน และยังสามารถปิดดีลลูกค้ารายใหญ่เพิ่มเติมในไตรมาสแรกปี 2569 ขณะที่ธุรกิจ LEO Coldbotic ศูนย์จัดเก็บและกระจายสินค้าอัจฉริยะสำหรับไวน์ มีลูกค้าใหม่ทยอยเซ็นสัญญาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 4/2568 และคาดว่าจะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2569
สำหรับทิศทางปี 2569 บริษัทประกาศใช้ยุทธศาสตร์ “3×6 Growth Matrix” ควบคู่กับแผน Jump+ เพื่อยกระดับการเติบโตในวาระครบรอบ 36 ปีของการดำเนินธุรกิจ โดยตั้งเป้าเพิ่ม EBITDA ขึ้น 45% แตะระดับ 50–55 ล้านบาท ภายในปี 2571 การเติบโตครั้งนี้จะมุ่งเน้นทั้งความสามารถทำกำไร ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และเสถียรภาพทางธุรกิจ ควบคู่หลักธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลจากงบเดี่ยวปี 2568 ในอัตรา 0.06 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 18.9 ล้านบาท กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 6 มีนาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นควบคู่การขยายธุรกิจในระยะยาว

