หุ้นสหรัฐปิดบวกแรง รับสัญญาณเศรษฐกิจแข็งแกร่ง นักลงทุนคลายกังวลถดถอย

ตลาดหุ้นสหรัฐปิดการซื้อขายเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม 2569 ในแดนบวกอย่างแข็งแกร่ง โดยดัชนีหลักทั้งสามปรับตัวเพิ่มขึ้นพร้อมกัน หลังข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด ช่วยลดความวิตกกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย ขณะเดียวกันบรรยากาศการลงทุนยังได้รับแรงหนุนจากสัญญาณคลี่คลายของความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในประเด็นกรีนแลนด์

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ระดับ 49,384.01 จุด เพิ่มขึ้น 306.78 จุด หรือร้อยละ 0.63 ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,913.35 จุด เพิ่มขึ้น 37.73 จุด หรือร้อยละ 0.55 และดัชนี Nasdaq Composite ปิดที่ 23,436.02 จุด เพิ่มขึ้น 211.20 จุด หรือร้อยละ 0.91 สะท้อนแรงซื้อในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นขนาดใหญ่เป็นสำคัญ

ปัจจัยหลักที่หนุนตลาดมาจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐซึ่งบ่งชี้ถึงการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยการใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 ขณะที่ดัชนีเงินเฟ้อพื้นฐาน Core PCE อยู่ที่ระดับร้อยละ 2.8 เมื่อเทียบรายปี สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่เริ่มผ่อนคลายลง และช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจมีพื้นที่ในการดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวังมากขึ้น

นอกจากนี้ ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ไตรมาส 3 ปี 2568 ถูกปรับเพิ่มเป็นขยายตัวร้อยละ 4.4 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 3.3 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ภาครัฐ และการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกอยู่ที่ประมาณ 200,000 ราย ต่ำกว่าที่ตลาดประเมินไว้ ยิ่งตอกย้ำภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังคงแข็งแกร่ง

ในด้านกลุ่มอุตสาหกรรม หุ้น 7 จาก 11 กลุ่มของดัชนี S&P 500 ปิดในแดนบวก โดยกลุ่มบริการด้านการสื่อสารและกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นโดดเด่น ขณะที่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และสาธารณูปโภคอ่อนตัวลง จากความกังวลเกี่ยวกับระดับอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง

หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในกลุ่ม Magnificent Seven ปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งหมด นำโดย Meta Platforms ที่ปรับขึ้นร้อยละ 5.7 และ Tesla เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 ท่ามกลางการคาดการณ์ผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ก่อนที่หลายบริษัทจะทยอยประกาศงบในสัปดาห์หน้า ซึ่งนักลงทุนจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลต่อทิศทางตลาดโดยรวม

สำหรับหุ้นรายตัว Procter & Gamble ปรับตัวขึ้นร้อยละ 2.6 หลังรายงานกำไรไตรมาสล่าสุดสูงกว่าคาด ขณะที่ Abbott Laboratories ปรับตัวลงประมาณร้อยละ 10 จากการคาดการณ์กำไรไตรมาสปัจจุบันที่ต่ำกว่าการประเมินของตลาด และ McCormick ร่วงลงราวร้อยละ 8 หลังบริษัทประเมินว่าแนวโน้มกำไรปี 2569 อาจถูกกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม หลังตลาดปิดการซื้อขาย หุ้น Intel ปรับตัวลดลงราวร้อยละ 6 ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ แม้บริษัทจะรายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2568 ดีกว่าที่ตลาดคาด แต่การคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ออกมาต่ำกว่าประมาณการของนักวิเคราะห์ ส่งผลให้นักลงทุนผิดหวังต่อแนวโน้มธุรกิจในระยะสั้น

ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังคงจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ในวันที่ 27–28 มกราคม 2569 รวมถึงถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ซึ่งคาดว่าจะส่งสัญญาณสำคัญเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยและแนวโน้มตลาดการเงินในระยะถัดไป