พิชัยย้ำส่งออกปี 2568 โตแรงเกือบ 13% ชี้ FTA–การลงทุนหนุนเศรษฐกิจ แนะรัฐบาลใหม่สานงานพาณิชย์ต่อเนื่อง
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า การส่งออกของไทยในปี 2568 ขยายตัวได้ถึง 12.93% เป็นไปตามที่เคยคาดการณ์ไว้ตั้งแต่กลางปี แม้ในช่วงแรกจะถูกตั้งคำถามและถูกสบประมาทจากฝ่ายค้าน นักวิชาการ และสื่อบางส่วน โดยยืนยันว่าการเติบโตดังกล่าวไม่ได้เกิดจากปัจจัยชั่วคราว แต่สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวอย่างแท้จริง
นายพิชัยกล่าวว่า การส่งออกในเดือนธันวาคม 2568 ขยายตัวสูงถึง 16.8% หลังจากเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนขยายตัวเพียง 5.7% และ 7.1% ตามลำดับ ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกทั้งปีเติบโตในระดับเกือบ 13% ซึ่งสวนทางกับข้อวิจารณ์ก่อนหน้านี้ที่มองว่าการส่งออกขยายตัวเพราะการเร่งส่งสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีสหรัฐฯ และจะชะลอลงในช่วงครึ่งหลังของปี
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ชี้ว่า ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า หลังการเจรจาภาษีสหรัฐฯ สิ้นสุดลงในช่วงต้นเดือนสิงหาคม การส่งออกไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเดือนกันยายนที่เติบโตถึง 19% และขยายตัวต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี แสดงให้เห็นว่าการเติบโตไม่ได้เป็นเพียงผลจากการเร่งส่งออกชั่วคราว
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การส่งออกไทยเติบโตอย่างโดดเด่น มาจากความเชื่อมั่นของนานาชาติที่มีต่อประเทศไทย โดยเฉพาะการเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศ EFTA ซึ่งประกอบด้วยสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ลิกเตนสไตน์ และไอซ์แลนด์ และถือเป็น FTA ฉบับแรกของไทยในทวีปยุโรปที่สามารถบรรลุข้อตกลงและลงนามได้ในช่วงต้นปี 2568
นายพิชัยระบุว่า ความสำเร็จของ FTA ดังกล่าว ทำให้ประเทศไทยกลับมาอยู่ในสายตาของนักลงทุนโลกอีกครั้ง หลังจากที่ไทยไม่สามารถปิดการเจรจากับประเทศระดับเดียวกันได้มานานนับสิบปี ส่งผลให้การส่งออกไปยังกลุ่มประเทศ EFTA ในปี 2568 ขยายตัวสูงถึง 78.66% และทำให้คำขอส่งเสริมการลงทุนในช่วง 9 เดือนแรกของปีพุ่งขึ้นถึง 1.37 ล้านล้านบาท สูงกว่ายอดทั้งปี 2567 ที่อยู่ราว 1.14 ล้านล้านบาท
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวเพิ่มเติมว่า การส่งออกที่ขยายตัว 12.93% ในปี 2568 เป็นการเติบโตต่อเนื่องจากปี 2567 ที่ขยายตัว 5.4% สะท้อนทิศทางบวกทั้งด้านการค้าและการลงทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย พร้อมชี้ว่า หนึ่งในเหตุผลที่เวียดนามมีแนวโน้มแซงไทยด้านขนาดเศรษฐกิจในปีนี้ เป็นผลจากการที่เวียดนามสามารถรักษาการขยายตัวของการส่งออกและการลงทุนได้อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 10 ปี และมี FTA ครอบคลุมมากกว่า 60 ประเทศ
นายพิชัยจึงฝากถึงรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศในเร็วๆ นี้ ให้เดินหน้ารักษาโมเมนตัมการส่งออกและการลงทุน พร้อมสานต่องานสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ที่ได้ดำเนินการไว้แล้วอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากพรรคใด โดยเฉพาะการผลักดันการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป เกาหลีใต้ อังกฤษ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศคู่ค้าอื่นๆ ซึ่งต้องอาศัยการมีส่วนร่วมโดยตรงของรัฐมนตรีเพื่อให้การเจรจาประสบผลสำเร็จอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ยังควรเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างการค้าภายในประเทศ ทั้งการลดการผูกขาดการส่งออกข้าว การแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพราคาถูกที่กระทบผู้ประกอบการไทย การจัดการปัญหานอมินี การขยายตลาดสินค้าเกษตรในตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชีย รวมถึงการผลักดันนโยบายคลังอาหาร การสร้างแบรนด์สินค้าไทย การรักษาความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน และการยกระดับมาตรฐานร้านอาหารไทยผ่านโครงการ Thai Select
นายพิชัยกล่าวทิ้งท้ายว่า งานของกระทรวงพาณิชย์มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยอย่างยิ่ง และหวังว่างานที่ได้วางรากฐานไว้แล้วจำนวนมากจะได้รับการสานต่ออย่างจริงจัง เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างยั่งยืน เพิ่มรายได้ให้ประชาชน และก้าวไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงในอนาคต

