คมนาคมสั่งระงับงาน ITD ทั่วประเทศ หลังเครนถล่มซ้ำ 2 วันติด นายกฯ เรียกประชุมด่วน จ่อใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด

วันนี้ (15 มกราคม 2569) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุโครงเหล็กติดตั้งสะพานร่วงหล่นบนถนนพระราม 2 บริเวณโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ M82 ช่วงเอกชัย–บ้านแพ้ว (ตอน 7) หลักกิโลเมตรที่ 30 ส่งผลให้ต้องปิดการจราจรช่องทางหลักเป็นเวลา 24 ชั่วโมง พร้อมระดมเครนและเครื่องจักรหนักเข้ากู้สถานการณ์ รวมถึงกั้นพื้นที่เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นอุบัติเหตุจากโครงเหล็กติดตั้งสะพาน หรือ Launching Gantry (LG) ร่วงลงมาทับพื้นที่การจราจร ทำให้มีผู้เสียชีวิต โดยนายพิพัฒน์ระบุว่า ภารกิจเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้คือการนำร่างผู้เสียชีวิตออกจากจุดเกิดเหตุให้ครบถ้วนโดยเร็ว เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถนำร่างออกมาได้ 1 ราย ส่วนอีก 1 ราย จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันถัดไป ทั้งนี้อุปสรรคสำคัญคือแผ่นปูนขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักมากทับอยู่ ขณะที่การคืนสภาพพื้นผิวการจราจรคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 15 วัน

นายพิพัฒน์กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น โดยเฉพาะบนถนนพระราม 2 ซึ่งเป็นเส้นทางที่ประชาชนมีความกังวลด้านความปลอดภัยมาโดยตลอด เนื่องจากมีการก่อสร้างโครงสร้างลอยฟ้าอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นเหตุซ้ำจากกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2567 ที่ผ่านมา แม้กระทรวงคมนาคมและกรมทางหลวงจะกำชับผู้รับเหมาอย่างเข้มงวดแล้ว โดยเฉพาะกรณีการซับงานให้ผู้รับเหมาช่วง แต่ยังเกิดเหตุซ้ำ แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการทบทวนมาตรการควบคุมอย่างจริงจัง

ในวันเดียวกัน เวลา 15.00 น. นายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมด่วนด้านความปลอดภัยในการก่อสร้างของกระทรวงคมนาคม ภายหลังเกิดเหตุเครนถล่มถึง 2 จุดภายในระยะเวลาเพียง 2 วัน โดยคาดว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติมออกมาอย่างชัดเจนในเร็ว ๆ นี้

ขณะเดียวกัน กรมทางหลวงได้มีคำสั่งให้หยุดการก่อสร้างโครงการโครงสร้างลอยฟ้าทุกโครงการของบริษัท อิตาเลี่ยนไทย ดีเวปล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ที่อยู่ภายใต้การกำกับของกรมทางหลวง พร้อมสั่งตรวจสอบย้อนหลังทุกโครงการ เพื่อหาสาเหตุของความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันว่าเกิดจากบุคคลหรือกระบวนการใด โดยสำหรับไซต์งานที่เกิดเหตุ นายพิพัฒน์ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นช่วงพักการก่อสร้าง ซึ่งตามขั้นตอนจะต้องมีการตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้างแล้ว แต่กลับยังเกิดอุบัติเหตุขึ้น สะท้อนถึงความจำเป็นในการตรวจสอบเชิงลึกอย่างรอบด้าน

เมื่อสอบถามถึงการรายงานข้อมูลจากตัวแทนบริษัทผู้รับเหมา นายพิพัฒน์ระบุว่า บริษัทต้องกลับไปตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมด ตั้งแต่ผู้ควบคุมงานในช่วงเกิดเหตุ การตรวจทดสอบหลังการประกอบงาน รวมถึงเหตุผลว่าทำไมแม้จะมีการตรวจสอบแล้ว โครงสร้างจึงยังพังถล่มลงมา โดยบริษัทต้องเป็นผู้หาข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตนเองอย่างครบถ้วน

ในส่วนของภาครัฐ กระทรวงคมนาคมจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นมาคู่ขนาน โดยจะไม่ยึดถือข้อมูลจากบริษัทผู้รับเหมาเพียงฝ่ายเดียว และจะเชิญผู้เชี่ยวชาญอิสระเข้ามาประเมินและวิเคราะห์ เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลอย่างเป็นธรรม สามารถสืบย้อนกระบวนการทำงานตั้งแต่คืนก่อนเกิดเหตุ การประกอบชิ้นงาน การควบคุมงานของโฟร์แมน ไปจนถึงการกำกับดูแลของบริษัทควบคุมงานอีกชั้นหนึ่ง

นายพิพัฒน์ยังกล่าวถึงบทลงโทษผู้รับเหมาที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำว่า กระทรวงคมนาคมมีมาตรการรองรับอยู่แล้ว และกรณีนี้อาจเข้าข่ายใช้มาตรการขั้นรุนแรงมากขึ้น เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ามีโอกาสถึงขั้นขึ้นบัญชีดำหรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า “ใกล้เคียง แต่ต้องมีมาตรการออกมาแน่นอน เพราะเกิดเหตุซ้ำถึง 2 วัน”

พร้อมย้ำว่า การขึ้นแบล็กลิสต์เป็นมาตรการที่ส่งผลกระทบสูงต่อบริษัทผู้รับเหมา หากไม่สามารถรักษามาตรฐานความปลอดภัยได้ โอกาสในการดำเนินธุรกิจในอนาคตอาจสูญหายไป และหากไม่ต้องการให้เกิดมาตรการเช่นนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำให้การก่อสร้างมีความปลอดภัยอย่างแท้จริง