สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ออกมารายงานฉากทัศน์โลจิสติกส์ไทยประจำเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งสะท้อนสภาวะ "การค้าโต แต่ต้นทุนและความเสี่ยงพุ่งสูง" โดยข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า แม้ภาคการค้าระหว่างประเทศจะยังขยายตัวได้ดี แต่มรสุมความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและราคาเชื้อเพลิงเริ่มส่งผลกระทบชัดเจนต่อผู้ประกอบการในประเทศ ส่งผลให้ในเดือนกรกฎาคมมีนิติบุคคลเปิดกิจการใหม่เพียง 336 ราย ลดลงจากเดือนมิถุนายน 14.1% ในทางกลับกัน ตัวเลขการปิดกิจการกลับพุ่งสูงถึง 87 ราย หรือเพิ่มขึ้นถึง 42.6% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ตอกย้ำถึงแรงกดดันมหาศาลที่ธุรกิจขนาดเล็กและรายย่อยต้องเผชิญท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด
แม้ภาพรวมตัวเลขการจดทะเบียนใหม่จะชะลอตัว แต่ทิศทางการลงทุนจากต่างชาติในภาคโลจิสติกส์ไทยยังคงฉายแววสดใสอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนกรกฎาคมมีเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าสูงถึง 3,352.8 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 22% ของเงินลงทุนทั้งหมด นำโดยกลุ่มทุนจากสิงคโปร์ ฮ่องกง จีน เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมุ่งเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมการบริหารจัดการขนส่งและคลังสินค้า เพื่อรองรับการขยายตัวของเค้กอีคอมเมิร์ซ ขณะเดียวกัน การขนส่งสินค้าทางถนนภายในประเทศก็ยังคงขยายตัวต้านกระแส สะท้อนว่าความต้องการและกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในยังคงมีแรงหนุนที่แข็งแกร่ง
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ สนค. เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการรับมืออย่างใกล้ชิด คือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่ตะวันออกกลางและบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นเกิน 19% ไปแตะระดับ 83.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ผลกระทบนี้ไม่เพียงกดดันต้นทุนเชื้อเพลิงทางตรง แต่ยังบีบให้เรือพาณิชย์ต้องปรับเส้นทางขนส่งหรือเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย ส่งผลให้ค่าระวางและระยะเวลาการขนส่งทางทะเลเพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนกรกฎาคมที่เติบโตแรงถึง 2.391 ล้านล้านบาท (+28.72%) โดยได้แรงขับเคลื่อนหลักจากการขนส่งทางเรือที่มีสัดส่วนสูงสุด และการขนส่งทางอากาศที่พุ่งกระฉูดถึง 55.18% จากอุปสงค์การส่งออกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนโทรศัพท์
ท่ามกลางวิกฤตต้นทุนและสมรภูมิการแข่งขันที่เข้มข้น ทางรอดเดียวของภาคโลจิสติกส์ไทยคือการเร่งปฏิรูปสู่ "Smart Logistics" โดย สนค. ชี้ว่าแนวโน้มการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังบีบให้ผู้ประกอบการต้องนำเทคโนโลยี AI ระบบอัตโนมัติ และเซ็นเซอร์อัจฉริยะมาใช้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำโดรนมาช่วยตรวจนับสินค้าในคลังซึ่งเซฟเวลาได้มากกว่า 80% การใช้ระบบ Video Telematics และกล้อง AI วิเคราะห์การขับขี่ของรถขนส่งแบบเรียลไทม์ ตลอดจนการพัฒนาคลังสินค้าอัตโนมัติที่เชื่อม AI Agent เข้ากับหุ่นยนต์คัดแยกพัสดุเพื่อลดข้อผิดพลาดและตัดลดต้นทุนระยะยาว
บทสรุปของสถานการณ์โลจิสติกส์ไทยในยามนี้ จึงเป็นบททดสอบวัดความคล่องตัวของภาคธุรกิจในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ควบคู่ไปกับการเร่งยกระดับประสิทธิภาพภายในด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองตัดสินว่าผู้ประกอบการรายใดจะสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในโลกการค้ายุคใหม่

