สหภาพยุโรป (EU) กำลังเปลี่ยนผ่านนโยบายการค้าครั้งใหญ่โดยการปรับระบบกำกับดูแลการค้าทั้งระบบ (Trade Governance) ซึ่งการแข่งขันหลังจากนี้จะไม่ได้วัดกันที่เรื่องราคาหรือต้นทุนอีกต่อไป แต่มุ่งเน้นไปที่มาตรฐาน ความยั่งยืน และความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทาน นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า กติกาใหม่ของ EU จะเข้าไปควบคุมตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบต้นน้ำ กระบวนการผลิต การขนส่งสินค้าออนไลน์กลางน้ำ ไปจนถึงการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์ปลายน้ำ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวและสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม

ในฝั่งของ "ต้นน้ำ" EU ได้ดีดระดับความเข้มงวดด้วยกฎหมายสำคัญหลายฉบับที่บังคับใช้แล้วอย่าง กลไกการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และกฎหมายว่าด้วยการตรวจสอบสถานะความยั่งยืนของกิจการ (CSDDD) ขณะที่กฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) เตรียมจะเริ่มบังคับใช้กับผู้ประกอบการขนาดใหญ่และกลางในวันที่ 30 ธันวาคม 2569 และขยายผลสู่ SME ในกลางปี 2570 ซึ่งครอบคลุมสินค้าหลักอย่าง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน กาแฟ โกโก้ ถั่วเหลือง ไม้ และโค โดยผู้ส่งออกต้องจัดทำ Due Diligence Statement (DDS) ผ่านระบบสารสนเทศเพื่อยืนยันแหล่งที่มาที่ถูกต้องตามกฎหมายก่อนนำเข้า EU

สำหรับขั้นตอน "กลางน้ำ" EU ได้หันมาจัดระเบียบการนำเข้าสินค้า e-Commerce อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะพัสดุมูลค่าต่ำที่ทะลักเข้าสู่ย่านยุโรปพุ่งสูงขึ้นกว่า 4 เท่าตัวภายในเวลาเพียง 3 ปี จาก 1.4 พันล้านชิ้นในปี 2565 พุ่งแตะ 5.9 พันล้านชิ้นในปี 2568 ส่งผลให้ EU เริ่มจัดเก็บอากรศุลกากรอัตราคงที่ 3 ยูโรต่อรายการสำหรับสินค้ามูลค่าไม่เกิน 150 ยูโร มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป และตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 สินค้า e-Commerce ทุกชิ้นจะต้องระบุรหัสประจำตัวผลิตภัณฑ์ (Product Identifier : PID) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบย้อนกลับและประเมินความเสี่ยงทางศุลกากร

ส่วนในระดับ "ปลายน้ำ" ได้มีการขยายมาตรฐานไปสู่ระบบบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต ผ่านกฎระเบียบ PPWR (Packaging and Packaging Waste Regulation) ซึ่งบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป กำหนดให้บรรจุภัณฑ์ทุกชนิดต้องรีไซเคิลได้ ลดการใช้บรรจุภัณฑ์สิ้นเปลือง และห้ามใช้สารเคมีอันตรายอย่าง PFAS ในบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหารโดยเด็ดขาด สะท้อนถึงการเอาจริงเอาจังในการดันเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของภูมิภาคยุโรปอย่างสมบูรณ์แบบ

การปรับเปลี่ยนกติกาครั้งใหญ่นี้ถือเป็นทั้งวิกฤตและโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร เกษตรแปรรูป ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และผู้ค้าออนไลน์ ซึ่งต้องเร่งยกระดับมาตรฐานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การปรับระบบข้อมูล การประเมินต้นทุนค่าขนส่งและอากรศุลกากรใหม่ ไปจนถึงการเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างความแตกต่างและตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุโรปยุคใหม่ ขณะเดียวกัน การเร่งเจรจา FTA ไทย-EU ที่กำลังดำเนินอยู่ ก็จะเป็นกลไกหลักในการช่วยลดอุปสรรคและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ไทยในระยะยาว

นอกจากนี้ สนค. ยังได้ออกเตือนให้ผู้ประกอบการไทยเฝ้าระวังความเสี่ยงด้าน Trade Diversion หรือการเบี่ยงเบนทางการค้า เนื่องจากผู้ผลิตจากบางประเทศที่ไม่สามารถยกมาตรฐานสินค้าให้ผ่านเกณฑ์อันเข้มงวดของ EU ได้ อาจเบนเข็มนำสินค้าราคาต่ำเหล่านั้นทะลักเข้ามาทุ่มตลาดในภูมิภาคอาเซียนและไทยแทน โดยเฉพาะผ่านช่องทาง e-Commerce ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างหนัก ภาครัฐและเอกชนไทยจึงต้องร่วมมือกันยกระดับมาตรฐานสินค้าในประเทศและตรวจคัดกรองสินค้านำเข้าอย่างเข้มงวดควบคู่กันไป

ทั้งนี้ ตลาด EU ยังคงเป็นตลาดส่งออกยุทธศาสตร์ที่สำคัญ โดยเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย ซึ่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) มูลค่าการค้าระหว่างไทย-EU สูงถึง 25,365.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 16.1% โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าอยู่กว่า 5,564.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การปรับตัวรับกติกาใหม่ได้เร็วไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาตลาดเดิมไว้ได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างแต้มต่อเชิงยุทธศาสตร์ ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติที่มองหาฐานการผลิตที่ได้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับโลกในอนาคต