กลายเป็นมรสุมลูกใหญ่ที่ซัดเข้าหาครัวโลกอย่างจัง เมื่อ 3 องค์กรยักษ์ใหญ่อย่าง ส.อ.ท., สภาหอการค้าฯ และสถาบันอาหาร ต้องออกมาประกาศปรับลดเป้าหมายการส่งออกอาหารไทยปี 2569 ลงเหลือเพียง 1.4 ล้านล้านบาท หรือหดตัวถึง -7.3% ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น จนบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและทำลายบรรยากาศการค้าโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลว่า เพียงแค่ช่วง 2 เดือนแรกของปี มูลค่าการส่งออกก็ร่วงลงไปแล้วกว่า 10.5% โดยมีปัจจัยลบรุมเร้าจากทุกทิศทาง ทั้งสงครามการค้าที่รุนแรง การแข่งขันด้านราคาที่บีบคั้นผู้ผลิตไทย ตลอดจนนโยบายพึ่งพาตนเองของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่สั่งระงับนำเข้าสินค้าหลักอย่างข้าวและน้ำตาลในปีนี้ ซ้ำร้ายความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังทำให้ยอดส่งออกในแถบ CLMV หายไปกว่า 5,000 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่กดดันรายได้เข้าประเทศอย่างหนัก

วิกฤตที่น่าจับตาที่สุดจะเกิดขึ้นในเดือนมีนาคมและต่อเนื่องไปยังไตรมาสที่ 2 ซึ่งคาดว่าการส่งออกจะดิ่งลงลึกถึง -17.7% เนื่องจากเส้นทางการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซถูกตัดขาด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสินค้าไทยที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกาในสัดส่วนสูง ไม่ว่าจะเป็นทูน่ากระป๋อง ข้าว ข้าวโพดหวาน และสับปะรดกระป๋อง ขณะเดียวกัน ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นยังกลายเป็นต้นทุนแฝงที่ส่งผ่านไปยังปุ๋ย วัตถุดิบ และค่าขนส่ง ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงในขณะที่เงินเฟ้อโลกกำลังดีดตัวสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในวิกฤตนี้ยังมีแสงสว่างอยู่บ้างในบางตลาด โดยเฉพาะเอเชียใต้และสหภาพยุโรปที่คาดว่าจะขยายตัวสวนกระแส ซึ่ง นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา จากหอการค้าไทย มองว่านี่คือโอกาสที่ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว แม้ในระยะสั้นจะต้องบริหารความเสี่ยงเรื่องโลจิสติกส์อย่างระมัดระวัง แต่ในระยะยาว ประเทศในตะวันออกกลางที่พึ่งพาการนำเข้าอาหารกว่า 90% จะประสบภาวะขาดแคลนสินค้าอย่างหนัก ซึ่งจะเป็นโอกาสให้สินค้าไทยกลับเข้าไปยึดส่วนแบ่งตลาดได้อีกครั้งเมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย โดยภาครัฐและเอกชนกำลังทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่ออำนวยความสะดวกด้านศุลกากรและหาทางออกในการกระจายสินค้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุดท่ามกลางพายุเศรษฐกิจครั้งนี้