การแข่งขันสร้างเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ดุเดือดระดับโลก ไม่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนอยู่แค่ในโลกซอฟต์แวร์ แต่กำลังปฏิวัติและปรับเปลี่ยนโครงสร้างเส้นทางการขนส่งสินค้าทางอากาศ (Air Cargo) ทั่วภูมิภาคเอเชียครั้งใหญ่ บรรดาสายการบินยักษ์ใหญ่ต่างเร่งออกแบบเครือข่ายเส้นทางบินใหม่เพื่อปักหมุดล้อมรอบศูนย์กลางการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และฮาร์ดแวร์ไฮเทค ในจังหวะเดียวกับที่เครื่องยนต์หลักเดิมอย่างธุรกิจอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนเริ่มแผ่วแรงและสูญเสียแรงส่งลงอย่างเห็นได้ชัด

ต่างจากการทะยานขึ้นชั่วคราวของพัสดุออนไลน์ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายการบินและบริษัทโลจิสติกส์ชั้นนำระบุตรงกันผ่านสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI จะอยู่ยาวนานต่อเนื่องหลายปี เนื่องจากบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกเปิดฉากสั่งซื้อชิปหน่วยความจำแบนด์วิธสูงและโปรเซสเซอร์ขั้นสูงล่วงหน้าข้ามปี เพื่อรองรับแผนการลงทุนศูนย์ข้อมูล (Data Center) มูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกัน กฎระเบียบเข้มงวดเรื่องการยกเว้นภาษีสินค้ามูลค่าต่ำทั้งในสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ได้ส่งผลกระทบให้การส่งออกสินค้าอีคอมเมิร์ซราคาถูกจากจีนลดลงอย่างต่อเนื่อง

ภาพการเปลี่ยนผ่านนี้สะท้อนชัดเจนที่สุดผ่านผลประกอบการของ โคเรียนแอร์ (Korean Air) ที่รายได้จากการขนส่งสินค้าในไตรมาสสองพุ่งกระฉูดถึง 46% มาอยู่ที่ 1.54 ล้านล้านวอน (ประมาณ 1.07 พันล้านดอลลาร์) โดยมีชิป AI ตู้แร็คเซิร์ฟเวอร์ และอุปกรณ์ดาต้าเซ็นเตอร์ เบียดสินค้าอีคอมเมิร์ซจีนตกกระป๋อง ก้าวขึ้นมาเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตหลักแทน เช่นเดียวกับ เจแปนแอร์ไลน์ (Japan Airlines) ที่เปิดเผยว่าสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 80% ของปริมาณการส่งออกทางอากาศที่เพิ่มขึ้นจากเอเชีย (ไม่รวมจีน) จนต้องเร่งปรับเส้นทางคาร์โกจากสนามบินนาริตะเพื่อเชื่อมต่อไปยังฮับผลิตเซมิคอนดักเตอร์สำคัญ ทั้งไทเป กรุงเทพฯ และฮานอย

พฤติกรรมการเติบโตของฮาร์ดแวร์ AI ถือว่ามีความเฉพาะตัวอย่างมากเมื่อเทียบกับสินค้าทั่วไป สมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ประเมินว่า สินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ครองมูลค่าสูงถึง 53.5% ของมูลค่าสินค้าขนส่งทางอากาศทั้งหมดในปี 2025 แม้จะคิดเป็นปริมาณน้ำหนักเพียง 7% เท่านั้น ด้วยลักษณะของชิปและอุปกรณ์ประมวลผลที่มีขนาดกะทัดรัดแต่มีมูลค่ามหาศาล บวกกับความจำเป็นที่ต้องเร่งส่งมอบให้ทันกำหนดการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ จึงทำให้ภาคธุรกิจยอมจ่ายค่าระวางทางอากาศที่แพงกว่า เพื่อแลกกับความรวดเร็วและความปลอดภัยสูงสุด

สนามบินและสายการบินทั่วภูมิภาคต่างได้รับอานิสงส์จากคลื่นเทคโนโลยีนี้กันถ้วนหน้า สนามบินชางงีของสิงคโปร์รายงานปริมาณคาร์โกครึ่งปีแรกโต 8.7% จากอุปสงค์ชิปโลกที่แข็งแกร่ง ขณะที่ไต้หวัน สายการบิน ไชนาแอร์ไลน์ (China Airlines) และ อีวีเอแอร์ (EVA Air) ต่างโกยรายได้จากการขนส่งอุปกรณ์ AI โดยอีวีเอแอร์ระบุว่าปัจจุบันคาร์โกกลุ่ม AI สร้างรายได้ให้บริษัทไปแล้วกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ขนส่งสินค้าทั้งหมด ส่งผลให้สายการบินต้องงัดซอฟต์แวร์คํานวณการจัดวางตู้เซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์บอบช้างบนเครื่องบินด้วยความแม่นยำขั้นสุด

อย่างไรก็ตาม ความต้องการขนส่งฮาร์ดแวร์ AI ที่ทะลักเข้ามาอย่างรวดเร็วเริ่มส่งสัญญาณฉุดรั้งและสร้างแรงกดดันต่อโครงสร้างพื้นฐานเดิม โดยกลุ่ม Dimerco Express เผยว่าศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางอากาศไทเปในไต้หวันต้องรับสินค้าแน่นเต็มเพดานความจุในเดือนกรกฎาคม จนแทบไม่เหลือพื้นที่รองรับการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และเส้นทางภายในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ต้องเร่งขยายพื้นที่และปรับตัวรับมือ

บรรดายักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมการบินต่างคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า ความต้องการขนส่งสินค้าทางอากาศกลุ่มเทคโนโลยีจะยังคงโตแรงต่อเนื่องไปจนถึงครึ่งหลังของปี 2569 เนื่องจากค่ายเทคโนโลยีระดับโลกต่างเตรียมทยอยเปิดตัวโปรเซสเซอร์ AI รุ่นใหม่ๆ และยังคงอัดฉีดงบประมาณลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งจะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนมหาศาลที่ทรานส์ฟอร์มเส้นทางบินคาร์โกของเอเชียไปอีกนานหลายปี