โลจิสติกส์ไทยโตสดใส รับแรงหนุนอีคอมเมิร์ซ เร่งยกระดับสู่การแข่งขันสากล
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ธุรกิจโลจิสติกส์ไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่มีทั้งความท้าทายและโอกาสสำคัญ จากกระแสการเติบโตของอีคอมเมิร์ซและการค้าโลกที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่าภายในปี 2571 มูลค่าตลาดโลจิสติกส์โลกจะสูงกว่า 14 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนศักยภาพการเติบโตในระยะยาว และเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งพัฒนาศักยภาพ ยกระดับมาตรฐานบริการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล

ในโครงสร้างธุรกิจปัจจุบัน โลจิสติกส์ไทยมีความหลากหลายครอบคลุมทั้งการขนส่งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ ทางรถไฟ ธุรกิจคลังสินค้า ตัวแทนออกของ และบริการครบวงจร โดยเฉพาะกลุ่มขนส่งพัสดุและคลังสินค้าอัจฉริยะที่เติบโตโดดเด่นตามการขยายตัวของอีคอมเมิร์ซและค้าปลีกสมัยใหม่ ปัจจุบันมีนิติบุคคลในธุรกิจขนส่งสินค้ารวม 29,209 ราย ส่วนใหญ่เป็นการขนส่งทางถนน รองลงมาคือบริการรับส่งเอกสารและพัสดุ ขณะที่การขนส่งทางอากาศ ทางเรือ และทางรถไฟยังมีสัดส่วนไม่สูงมาก ด้านการลงทุนจากต่างชาติ พบว่านักลงทุนญี่ปุ่นมีสัดส่วนสูงสุด รองลงมาคือจีนและสิงคโปร์ สะท้อนความเชื่อมั่นของต่างชาติในศักยภาพตลาดไทย

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจโลจิสติกส์มีการจัดตั้งใหม่เฉลี่ยเกือบ 3,000 รายต่อปี แม้ในช่วงสถานการณ์โควิดก็ยังมีการจัดตั้งกิจการจำนวนมาก ล่าสุดปี 2568 มีการจัดตั้งใหม่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า แสดงให้เห็นสัญญาณการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่เข้าสู่ตลาดส่วนใหญ่เป็นรายขนาดเล็ก ทุนจดทะเบียนไม่สูงมาก สะท้อนการแข่งขันที่เปิดกว้างแต่ก็มีแรงกดดันสูง

ด้านผลประกอบการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา รายได้เฉลี่ยของธุรกิจยังอยู่ในระดับสูงกว่า 8 แสนล้านบาทต่อปี แม้จะมีการชะลอตัวบางช่วงก่อนกลับมาฟื้นตัว ขณะที่กำไรมีความผันผวนและไม่ได้เติบโตตามรายได้อย่างชัดเจน สะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนที่ผันผวน การแข่งขันด้านราคา และอำนาจต่อรองของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถพึ่งพาการเติบโตของรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และพัฒนาบริการมูลค่าเพิ่มควบคู่กันไป

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลภาคธุรกิจให้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยธุรกิจโลจิสติกส์เป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายของแผนตรวจสอบป้องกันและปราบปราม เพื่อสกัดกั้นธุรกิจนอมินีที่อาจเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากช่องว่างทางกฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยและบิดเบือนกลไกตลาด การยกระดับมาตรการเชิงรุกดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบธุรกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน

ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า โลจิสติกส์ไทยยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก หากผู้ประกอบการสามารถปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค พร้อมทั้งบริหารจัดการต้นทุนและยกระดับมาตรฐานบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะสามารถคว้าโอกาสในช่วงที่ตลาดยังเปิดกว้าง และสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจในระยะยาวได้อย่างมั่นคง