นครโฮจิมินห์กำลังเดินหน้ายุทธศาสตร์ครั้งสำคัญเพื่อเปลี่ยนโฉมหน้าตัวเองให้กลายเป็นศูนย์กลางทางการเงินทางทะเลและโลจิสติกส์ระดับภูมิภาคและนานาชาติ โดยถือฤกษ์ดีวันที่ 30 เมษายนนี้ เริ่มก่อสร้างอภิมหาโครงการท่าเรือ 2 แห่ง คือ ท่าเรือขนถ่ายสินค้าระหว่างประเทศกันจิโอ (Can Gio) และ ท่าเรือคอนเทนเนอร์ไคเม็บฮา (Cai Mep Ha) ระยะที่ 1 ซึ่งโครงการเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างท่าเรือ แต่เป็นการวางรากฐาน "ห่วงโซ่อุปทานแบบปิด" ที่เชื่อมโยงเขตอุตสาหกรรม ท่าเรือน้ำลึก และเขตการค้าเสรี (FTZs) เข้าด้วยกันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกอย่างเต็มตัว
โครงการที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ ท่าเรือขนถ่ายสินค้าระหว่างประเทศกันจิโอ ซึ่งใช้เงินลงทุนมหาศาลเกือบ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.28 แสนล้านดอง) โดยเป็นการร่วมทุนของยักษ์ใหญ่ด้านการเดินเรือระดับโลก มีเป้าหมายเพื่อรองรับเรือบรรทุกคอนเทนเนอร์ขนาดมหึมาที่มีระวางบรรทุกสูงสุดถึง 250,000 ตัน ท่าเรือแห่งนี้ถูกวางแผนให้เป็นศูนย์กลางการขนถ่ายสินค้าที่สำคัญในเส้นทางเดินเรือระยะไกล โดยคาดว่าภายในปี 2047 จะมีกำลังการผลิตพุ่งสูงถึง 16.9 ล้าน TEU ต่อปี พร้อมท่าเทียบเรือที่ยาวถึง 7.5 กิโลเมตร ซึ่งจะเปลี่ยนผ่านพื้นที่กันจิโอให้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ใหม่ของภูมิภาค
ในขณะเดียวกัน ท่าเรือคอนเทนเนอร์ไคเม็บฮา ก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน ด้วยงบลงทุนกว่า 50,820 พันล้านดอง บนพื้นที่กว้างขวางกว่า 351 เฮกตาร์ โดยมีวิสัยทัศน์ในการเป็น "ท่าเรือประตูสู่สากล" ที่รองรับทั้งการนำเข้า-ส่งออก และการขนส่งทางน้ำภายในประเทศ สำหรับเฟสแรกมีกำหนดเปิดดำเนินการในไตรมาสที่ 4 ของปี 2028 และเมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์ในปี 2045 จะสามารถรองรับสินค้าได้ถึง 11 ล้าน TEU ต่อปี ซึ่งจะช่วยสร้างงานและเพิ่มรายได้มหาศาลให้กับเขตเศรษฐกิจสำคัญทางภาคใต้ของเวียดนาม
นอกจากโครงการใหม่ทั้งสองแห่งแล้ว ความเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้เมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา กลุ่มบริษัท Gemadept และพันธมิตรจากฝรั่งเศสก็ได้เริ่มก่อสร้างเฟส 2 ของ ท่าเรือน้ำลึก Gemalink ไปแล้วเช่นกัน ซึ่งเมื่อรวมทุกโครงการเข้าด้วยกัน นครโฮจิมินห์จะมีขีดความสามารถในการบริหารจัดการตู้คอนเทนเนอร์ที่ก้าวกระโดดอย่างมาก การที่รัฐบาลเวียดนามนำมติพิเศษว่าด้วยนโยบายเฉพาะสำหรับการพัฒนานครโฮจิมินห์มาใช้ เป็นการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติให้ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นฟันเฟืองหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเวียดนามให้เติบโตในอัตราเลขสองหลัก
ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการขยายพื้นที่เมืองแบบ "ศูนย์กลางหลายแห่ง" ของโฮจิมินห์ โดยเชื่อมโยงฐานการผลิตเข้ากับศูนย์กระจายสินค้าและท่าเรือน้ำลึกในลักษณะห่วงโซ่คุณค่าต่อเนื่องนี้ จะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และสร้างความยืดหยุ่นให้กับผู้ประกอบการอย่างมาก ท่าเรือเหล่านี้จะไม่ใช่เพียงจุดพักสินค้า แต่จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้เวียดนามก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในอุตสาหกรรมการขนส่งทางทะเลระดับโลก และเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางทางการเงินทางทะเลระดับสากลของนครโฮจิมินห์ก็ดูเหมือนจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว

