การแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์และขนส่งโลกได้ก้าวข้ามผ่านยุคเครื่องยนต์กลไกแบบเดิมไปสู่จุดตัดทางเทคโนโลยี (Technology Convergence) ที่หลอมรวมยานยนต์ พลังงานสะอาด และระบบดิจิทัลเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยผลวิเคราะห์บิ๊กดาต้าจากคำขอสิทธิบัตรทั่วโลกพบว่า นวัตกรรมในกลุ่มนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดดนับตั้งแต่ปี 2561 โดยมี "จีน" นั่งแท่นแชมป์โลกด้วยสิทธิบัตรกว่า 1 ล้านฉบับ โดดเด่นที่สุดในด้านยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ขณะที่ "สหรัฐอเมริกา" ตามมาเป็นอันดับสองด้วยตัวเลข 8.7 แสนฉบับ ครองความเหนือชั้นในด้านระบบปัญญาประดิษฐ์และยานยนต์ไร้คนขับ โดยมี โตโยต้า (Toyota) จากญี่ปุ่น เป็นบริษัทที่ถือครองสิทธิบัตรด้านนี้มากที่สุดในโลกกว่า 22,000 ฉบับ

เมื่อเจาะลึกพิมพ์เขียวเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก สามารถแบ่งนวัตกรรมออกเป็น 4 กลุ่มหลัก โดยกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดและเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของการค้าโลกคือ กลุ่มโลจิสติกส์อัจฉริยะ (Smart Logistics & IT) ซึ่งครองสัดส่วนถึง 45.4% ของสิทธิบัตรทั้งหมด แม้จะเริ่มอยู่ในระยะอิ่มตัวแต่ปัจจุบันกำลังถูกปลุกให้ตื่นตัวอีกครั้งด้วยเทคโนโลยีเกิดใหม่อย่างหุ่นยนต์ โดรนส่งของอัตโนมัติ และระบบดิจิทัลทวิน (Digital Twin) สำหรับห่วงโซ่อุปทาน โดยมีบิ๊กเทคอย่าง Siemens, IBM และ Microsoft เป็นผู้เล่นหลัก ขณะที่กลุ่มที่ร้อนแรงรองลงมาคือ กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ (Electric Vehicle & Battery) ที่มุ่งพัฒนาแบตเตอรี่โซลิดสเตต (Solid-state) และระบบชาร์จไร้สายบนพื้นถนน ซึ่งมีค่ายรถและผู้ผลิตพลังงานฝั่งเอเชียอย่าง BYD และ LG Energy Solution นำทัพ

สำหรับกลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มระบบบริหารยานพาหนะและการวางแผนเส้นทาง (Fleet Management) เติบโตอย่างสม่ำเสมอเฉลี่ย 12.6% ต่อปี จากการใช้ AI มาช่วยคำนวณเส้นทางและซ่อมบำรุงเชิงคาดการณ์ น่าสนใจว่าผู้เล่นหลักกลับเป็นกลุ่มบริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่ที่ใช้ข้อมูลนี้ในการบริหารความเสี่ยง และกลุ่มสุดท้ายที่มีขนาดเล็กที่สุดแต่เติบโตแรงจัดถึง 38.2% ต่อปีคือ กลุ่มยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Smart Vehicle & Autonomous) ซึ่งเน้นระบบสื่อสารผ่านเครือข่าย 5G ระหว่างรถยนต์กับสิ่งรอบตัว (V2X) โดยมีสหรัฐฯ เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนและมี Waymo กับ Qualcomm เป็นผู้นำตลาด

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย สถิติตลอด 5 ปีที่ผ่านมา (2564–2569) มีการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรในไทยสูงกว่า 4,000 คำขอ โดยกลุ่มโลจิสติกส์อัจฉริยะทุบสถิติสูงสุดด้วยจำนวน 2,499 คำขอ ตามมาด้วยกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ 1,754 คำขอ แม้ว่าตัวเลขคำขอสิทธิบัตรเกือบทั้งหมดจะเป็นของทุนข้ามชาติระดับโลก เช่น Qualcomm, Vivo และ Toyota ที่เข้ามาปักหมุดยึดไทยเป็นฐานที่มั่นทางการค้า แต่ข้อมูลฝั่ง "อนุสิทธิบัตร" กลับรายงานตัวเลขที่น่าสนใจว่า ยอดคำขอส่วนใหญ่เป็นฝีมือของคนไทยสูงถึง 65% ถึง 88% เลยทีเดียว

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ในตำแหน่ง "ผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี" (Technology Integrator) ที่มีศักยภาพสูงมาก นักประดิษฐ์และผู้ประกอบการไทยมีจุดแข็งในการหยิบยกเอาองค์ความรู้ระดับโลกมาดัดแปลง ต่อยอด และผสมผสานให้เข้ากับบริบทการใช้งานจริงในท้องถิ่นได้อย่างยอดเยี่ยม เช่น การดัดแปลงรถยนต์ไฟฟ้าให้เหมาะกับสภาพถนน หรือการพัฒนาซอฟต์แวร์บริหารจัดการขนส่งสำหรับ SME ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจในประเทศได้อย่างรวดเร็ว

โอกาสในอนาคตของประเทศไทยเปิดกว้างอย่างยิ่งในการยกระดับตัวเองขึ้นเป็น "ฮับเทคโนโลยีการคมนาคมและโลจิสติกส์อัจฉริยะแห่งอาเซียน" โดยเฉพาะการนำระบบอัจฉริยะเหล่านี้ไปติดตั้งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอย่างเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อเชื่อมโยงการค้าข้ามพรมแดนในภูมิภาค สิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งทำหลังจากนี้คือการปรับตัวจากการเป็นเพียงผู้ซื้อเทคโนโลยี ไปสู่การเป็นผู้สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ผสานดาต้าและ AI เข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่คุณค่าสีเขียวระดับสากลได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว