ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาใช้มาตรการภาษีนำเข้าและข้อจำกัดทางการค้าหลากหลายรูปแบบเพื่อสกัดการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมจีน แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ เมื่อจีนยังคงรักษาความสามารถในการผลิตและส่งออกได้อย่างแข็งแกร่ง เพียงแต่ปรับเปลี่ยนเส้นทางการค้าไปยังตลาดใหม่ โดยเฉพาะยุโรปและประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย ส่งผลให้จีนสามารถสร้างสถิติการเกินดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2568 และกลายเป็นประเด็นสำคัญที่หลายประเทศเริ่มจับตาอย่างใกล้ชิด
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าโลกอาจกำลังเผชิญกับ “China Shock 2.0” หรือคลื่นผลกระทบจากการส่งออกสินค้าจีนรอบใหม่ ซึ่งมีความรุนแรงและซับซ้อนกว่าช่วงต้นทศวรรษ 2000 ที่สหรัฐเคยเผชิญมาแล้ว ในเวลานั้น โรงงานจำนวนมากในสหรัฐไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากจีนได้ ส่งผลให้ตำแหน่งงานในภาคการผลิตหายไปนับล้านตำแหน่ง และกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เปลี่ยนภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศ
ปัจจุบันยุโรปกำลังถูกมองว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจาก China Shock ระลอกใหม่ โดยผู้นำหลายประเทศเริ่มแสดงความกังวลอย่างเปิดเผย ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ระบุว่าการส่งออกของจีนกำลังสร้างแรงกดดันต่อภาคอุตสาหกรรมยุโรปอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ประเด็นดังกล่าวถูกยกขึ้นเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของการประชุม G7 ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้สหภาพยุโรปและพันธมิตรพิจารณามาตรการทางภาษีเพิ่มเติมเพื่อปกป้องผู้ผลิตภายในประเทศ
สิ่งที่ทำให้ China Shock 2.0 แตกต่างจากอดีต คือ จีนไม่ได้แข่งขันเฉพาะสินค้าแรงงานเข้มข้นหรือต้นทุนต่ำอีกต่อไป แต่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจด้านการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเต็มตัว ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน แผงโซลาร์เซลล์ เครื่องจักรอุตสาหกรรม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ส่งผลให้การแข่งขันระหว่างจีนกับผู้ผลิตในยุโรปเกิดขึ้นโดยตรงในอุตสาหกรรมที่เคยเป็นจุดแข็งของประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะเยอรมนีที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากคู่แข่งจีนในหลายอุตสาหกรรมสำคัญ
นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากมองว่าต้นตอของปัญหามาจากโครงสร้างเศรษฐกิจภายในจีนที่เน้นสนับสนุนภาคการผลิตมากกว่าการบริโภคภายในประเทศ ส่งผลให้เกิดกำลังการผลิตส่วนเกินในหลายอุตสาหกรรม เมื่อความต้องการในประเทศไม่สามารถรองรับได้เพียงพอ ผู้ผลิตจึงต้องระบายสินค้าออกสู่ตลาดโลกผ่านการส่งออก ขณะที่การสนับสนุนทางการเงินจากภาครัฐและการแข่งขันภายในประเทศที่เข้มข้น ยิ่งทำให้ผู้ประกอบการจีนสามารถเสนอสินค้าด้วยราคาที่แข่งขันได้สูงกว่าหลายประเทศ
แม้จีนจะประกาศหลายครั้งถึงความพยายามในการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศและลดกำลังการผลิตส่วนเกิน แต่ความคืบหน้ายังมีจำกัด ทำให้หลายฝ่ายมองว่าความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีนกับโลกตะวันตกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป หากยุโรปและประเทศพันธมิตรเริ่มใช้มาตรการปกป้องตลาดในลักษณะเดียวกับสหรัฐ โลกอาจเข้าสู่ยุคใหม่ของการแข่งขันทางการค้า ซึ่งจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน การลงทุน และทิศทางเศรษฐกิจโลกในวงกว้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

