การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เตรียมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานคมนาคมทางรางครั้งสำคัญ โดยที่ประชุมคณะกรรมการ รฟท. ได้มีมติเห็นชอบการดำเนินโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ในเส้นทางภาคใต้จำนวน 3 โครงการใหญ่ พร้อมเตรียมเสนอเรื่องไปยังกระทรวงคมนาคมภายในสัปดาห์นี้ เพื่อผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเร่งด่วน โดยคาดหวังว่าจะทันการประชุม ครม.สัญจร ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 นี้ เพื่อให้สามารถเคาะเปิดประมูลหาผู้รับจ้างได้ทันในช่วงต้นปี 2570

การขยับตัวครั้งนี้มาพร้อมกับการปรับเปลี่ยนวงเงินงบประมาณรวมพุ่งสูงขึ้นแตะ 122,720.74 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากวงเงินเดิมถึง 18,254.80 ล้านบาท นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย อธิบายว่า สาเหตุที่วงเงินขยับสูงขึ้นเป็นผลมาจากการปรับทบทวนราคาฐานให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันและวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงปัจจัยสำคัญอย่างการปรับเปลี่ยนรูปแบบงานวิศวกรรมเพื่อรับมือกับวิกฤตภัยธรรมชาติในพื้นที่ภาคใต้

หัวใจสำคัญของการปรับแบบครั้งใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเคยเผชิญกับมรสุมน้ำท่วมใหญ่จนเส้นทางรถไฟถูกตัดขาด รฟท. จึงตัดสินใจปรับรูปแบบแนวเส้นทางช่วงก่อนเข้าสถานีหาดใหญ่เลยจากบริเวณคลอง ร.1 โดยยกเลิกการสร้างระดับดิน แล้วเปลี่ยนมาเป็น "สะพานบก" ยกระดับยาวกว่า 3 กิโลเมตร ควบคู่กับการสร้างคันดินสูงอีก 2 กิโลเมตร เพื่อสร้างเกราะป้องกันน้ำท่วมแบบยั่งยืน ทำให้ขบวนรถไฟสามารถวิ่งผ่านจุดสุ่มเสี่ยงได้โดยไม่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในอนาคต

พร้อมกันนี้ รฟท. ได้ตัดสินใจปรับแผนชะลอการก่อสร้างช่วงชุมทางหาดใหญ่–สงขลา ระยะทาง 30 กิโลเมตรออกไปก่อน เนื่องจากตรวจพบปัญหาการบุกรุกพื้นที่ตามแนวสายทางเดิมค่อนข้างวิกฤต โดยตลอดแนวเส้นทางภาคใต้มีชุมชนบุกรุกรวมกันกว่า 300 ชุมชน และพื้นที่ช่วงหาดใหญ่-สงขลามีสถิติสูงที่สุด รฟท. จึงเลือกที่จะมุ่งเน้นการ建設เส้นทางหลักให้เสร็จสิ้นก่อน แล้วค่อยกลับมาเคลียร์พื้นที่เพื่อดำเนินการส่วนต่อขยายนี้ในระยะถัดไป

สำหรับโครงข่ายรถไฟทางคู่สายใต้ 3 โครงการที่เตรียมเปิดประมูลรวม 4 สัญญานั้น ประกอบด้วย 1. ช่วงชุมพร–สุราษฎร์ธานี (ระยะทาง 168 กม. วงเงินใหม่ 36,892.32 ล้านบาท) ประมูล 1 สัญญา 2. ช่วงสุราษฎร์ธานี–ชุมทางหาดใหญ่ (ระยะทาง 291 กม. วงเงิน 61,534.55 ล้านบาท) ประมูล 2 สัญญา และ 3. ช่วงชุมทางหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ (ระยะทาง 45 กม. วงเงินใหม่ 8,371.45 ล้านบาท) ประมูล 1 สัญญา โดยคาดว่าจะเริ่มปักเสาเข็มก่อสร้างได้พร้อมกันในเดือนกุมภาพันธ์ 2570 และทยอยแล้วเสร็จเปิดให้บริการได้ตั้งแต่ปี 2574 เป็นต้นไป

ส่วนประเด็นเรื่องรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ในเส้นทางช่วงหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ที่หมดอายุลงนั้น รฟท. ได้ประสานงานร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เป็นที่เรียบร้อย โดยได้รับความเห็นชอบให้ใช้ใช้วิธีอัปเดตและทบทวนมาตรการป้องกันความปลอดภัยเดิมให้สอดคล้องกับปัจจุบัน โดยไม่จำเป็นต้องนับหนึ่งเริ่มศึกษาใหม่ทั้งหมด ซึ่งช่วยประหยัดทั้งเวลาและงบประมาณแผ่นดินได้อย่างมาก

ขณะเดียวกัน รถไฟทางคู่ เฟส 2 อีก 3 เส้นทางที่เหลือ ได้แก่ ช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย, ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี และช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ รฟท. กำลังเร่งจัดทำข้อมูลเชิงลึกเสนอต่อสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ภายในปี 2569 เนื่องจากสภาพัฒน์ยังคงตั้งคำถามและต้องการคำชี้แจงเพิ่มเติมในประเด็นความคุ้มค่าทางการเงิน ปริมาณคาดการณ์ผู้โดยสารและสินค้า รวมถึงความชัดเจนเรื่องขบวนรถที่จะนำมาวิ่งให้บริการ

ผู้ว่าการ รฟท. ทิ้งท้ายถึงทางออกเรื่องหัวรถจักรและขบวนรถใหม่ว่า ภาครัฐจะเน้นการลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรางเป็นหลัก ส่วนเรื่องการจัดหาขบวนรถนั้น รฟท. กำลังพิจารณาทางเลือกที่หลากหลาย ทั้งการลงทุนจัดหาเอง หรือการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมเดินรถ (Open Access) ซึ่งถือเป็นโมเดลการบริหารจัดการขนส่งทางรางยุคใหม่ที่จะเข้ามาช่วยปลดล็อกข้อจำกัดและเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการแก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในอนาคต