รัฐบาลปรับทัพยุทธศาสตร์คมนาคมครั้งใหญ่ โดย นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงทิศทางนโยบายล่าสุดว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนแนวทางการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) พร้อมปรับเปลี่ยนเข็มทิศมุ่งเน้นไปที่การอัดฉีดงบประมาณพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถลงมือทำได้ทันที โดยเฉพาะการเร่งเติมเต็มจุดเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาดความสมบูรณ์ (Missing Links) ทั้งระบบรางและระบบถนน เพื่อให้ระบบขนส่งและห่วงโซ่อุปทานการค้าของประเทศเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วที่สุด

เหตุผลสำคัญเบื้องหลังการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ในครั้งนี้ มาจากการประเมินว่าประเทศไทยมีข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ใจกลางภูมิภาคอาเซียน หากรัฐบาลสามารถเร่งอุดช่องโหว่ตามจุดเชื่อมต่อทางคมนาคมที่ขาดหายไปได้สำเร็จ จะช่วยยกระดับความเร็วในการขนส่งสินค้าและลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้ทันที ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้เร็วกว่าการนั่งรออภิมหาโครงการขนาดใหญ่อย่างแลนด์บริดจ์ที่ต้องใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างและระดมทุนอีกหลายปี

นอกจากนี้ วิกฤตความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังคงส่งผลกระทบรุนแรงต่อเส้นทางขนส่งทางทะเลระดับโลก ได้กลายเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ทำให้รัฐบาลต้องเร่งสร้างเกราะป้องกัน ความมั่นคงด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) การเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมแบบไร้รอยต่อทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ จึงกลายเป็นโจทย์ด่วนระดับชาติที่จะช่วยประคอประคองภาคการส่งออกและการค้าของไทยไม่ให้ต้องไปผูกติดกับความเสี่ยงของเส้นทางเรือเพียงอย่างเดียว

เป้าหมายระยะสั้นที่รัฐบาลกำลังเร่งสปีดอย่างหนัก คือการลบจุดอับสัญญาณคมนาคมตามแนว ระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North–South Economic Corridor) ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สายหลักที่เชื่อมโยงมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างจีน ลงมายัง สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพื่อเปิดทางให้สินค้าและพัสดุสามารถเดินทางข้ามแดนได้อย่างไหลลื่นตั้งแต่เหนือจดใต้ของภูมิภาค

ความจริงจังในเรื่องนี้สะท้อนได้จากการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทย ที่ได้มีการเข้าพบและหารือร่วมกับผู้นำจีน พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ในการผลักดันการเชื่อมโยงระบบรางครั้งประวัติศาสตร์ โดยเน้นไปที่การสร้างเส้นทางรถไฟจากอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ข้ามแม่น้ำโขงไปยังเมืองนาเตยของ สปป.ลาว ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ด่านโม่ฮานของจีน เพื่อทำให้ระบบรางในภูมิภาคเชื่อมกันเป็นเนื้อเดียวอย่างสมบูรณ์แบบ

การเชื่อมต่อทางรถไฟจากเชียงของไปยังจีนนี้ จะกลายเป็นทางด่วนสายใหม่ที่ช่วยเร่งอัตราการขนส่งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมของไทยเข้าสู่ตลาดจีนได้อย่างมหาศาล ขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพื้นที่ชายแดนภาคเหนือของไทย ให้กลายเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าและเปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่ง (Multimodal Transport) ที่สำคัญของอาเซียนในอนาคตอันใกล้

สำหรับแผนงานในฝั่งทะเลตะวันตก รัฐบาลได้เลือกชู "ท่าเรือระนอง" ขึ้นมาเป็นโปรเจกต์เร่งด่วน โดยเตรียมยกระดับศักยภาพของท่าเรือให้มีความทันสมัย ควบคู่ไปกับการเร่งสร้างโครงข่ายคมนาคมทั้งถนนและระบบรางเชื่อมต่อไปยังจังหวัดชุมพร เพื่อเปิดเส้นทางลัดเชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรอินเดียและอ่าวไทย ซึ่งถือเป็นทางเลือกใหม่ในการขนส่งสินค้าที่ช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายให้กับเรือพาณิชย์

โฆษกรัฐบาลระบุทิ้งท้ายว่า สำหรับทุกโครงการเร่งด่วนเหล่านี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งประเมินความคุ้มค่าทางการเงิน รูปแบบการลงทุนที่เหมาะสม ตลอดจนผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าเงินงบประมาณทุบาทจะถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด และสามารถสร้างอานิสงส์ต่อเศรษฐกิจไทยได้จริงในเวลาอันรวดเร็ว ท่ามกลางกระแสการค้าโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน