อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกอย่างหนัก หลังสงครามในตะวันออกกลางและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้าส่งผลกระทบต่อการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปอย่างชัดเจน ขณะที่ตลาดภายในประเทศกลับกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรม โดยยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) เติบโตอย่างโดดเด่นจากกระแสราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และความนิยมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ เปิดเผยว่า เดือนพฤษภาคม 2569 ไทยผลิตรถยนต์ได้ทั้งสิ้น 114,214 คัน ลดลง 17.94% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสาเหตุหลักมาจากการผลิตเพื่อการส่งออกที่ชะลอตัวอย่างมาก หลังยอดส่งออกรถยนต์นั่งและรถกระบะลดลง 26.66% และ 38.79% ตามลำดับ ส่งผลให้การผลิตเพื่อส่งออกลดลงเหลือ 55,694 คัน หรือหดตัวถึง 36.20%

อย่างไรก็ตาม ภาพของตลาดในประเทศกลับสวนทางอย่างน่าสนใจ เมื่อยอดการผลิตเพื่อจำหน่ายภายในประเทศเพิ่มขึ้น 12.78% มาอยู่ที่ 58,520 คัน ทำให้เป็นครั้งแรกที่สัดส่วนการผลิตเพื่อขายในประเทศสูงกว่าการผลิตเพื่อส่งออก ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่สะท้อนการปรับกลยุทธ์ของผู้ผลิตรถยนต์ เพื่อรองรับกำลังซื้อภายในประเทศที่เริ่มฟื้นตัว

ด้านการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือนพฤษภาคมทำได้เพียง 59,434 คัน ลดลง 26.69% โดยตลาดตะวันออกกลางได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลให้ยอดส่งออกไปภูมิภาคดังกล่าวลดลงกว่า 66% ขณะที่ตลาดออสเตรเลียและโอเชียเนียก็ชะลอตัวลงเช่นกัน จากการแข่งขันที่รุนแรงกับรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน และมาตรการควบคุมการปล่อยคาร์บอนที่เข้มงวดมากขึ้น ทำให้มูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปลดลงเหลือ 41,723 ล้านบาท หดตัวกว่า 24%

แม้การส่งออกรถยนต์จะชะลอตัว แต่การส่งออกเครื่องยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ยังช่วยพยุงอุตสาหกรรมไว้ได้ โดยมูลค่าการส่งออกเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นกว่า 42% ขณะที่ชิ้นส่วนรถยนต์ยังขยายตัวเล็กน้อย ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกยานยนต์และชิ้นส่วนรวมในเดือนพฤษภาคมอยู่ที่กว่า 70,000 ล้านบาท ส่วนภาพรวม 5 เดือนแรกของปี ไทยผลิตรถยนต์สะสม 587,759 คัน ลดลงเพียง 1.13% และยอดส่งออกสะสมอยู่ที่ 339,618 คัน ลดลง 8.53% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ขณะที่ตลาดภายในประเทศได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 57,765 คัน เพิ่มขึ้น 10.60% โดยเฉพาะรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) ที่มียอดขายถึง 18,034 คัน เติบโตถึง 61.19% ส่วนรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เติบโตถึง 123.82% และรถยนต์ไฮบริด (HEV) เพิ่มขึ้น 28.82% สวนทางกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) ที่ยอดขายลดลงเกือบ 39%

อย่างไรก็ตาม ตลาดรถกระบะยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แม้ว่ารถกระบะไฟฟ้าจะเติบโตมากกว่า 130% แต่ยังมีปริมาณการขายไม่มากนัก สะท้อนว่ากำลังซื้อของกลุ่มผู้ประกอบการและภาคธุรกิจยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่

สำหรับแนวโน้มในช่วงที่เหลือของปี ส.อ.ท. มองว่าตลาดรถยนต์ในประเทศยังมีโอกาสขยายตัวต่อเนื่อง จากแรงสนับสนุนของการลงทุนภายในประเทศ การปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทย รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ขณะที่กระแสรถยนต์ไฟฟ้ายังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนตลาด โดยล่าสุดยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า BEV ป้ายแดงสะสมในประเทศไทยเพิ่มขึ้นแตะ 468,757 คัน เติบโตมากกว่า 67% จากปีก่อน สะท้อนว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์พลังงานสะอาดกำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย