ระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตรกำลังกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดศักยภาพการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในอนาคต ไม่ใช่เพียงแค่การขนส่งผลผลิตจากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การรวบรวมผลผลิต การจัดเก็บ การแปรรูป การกระจายสินค้า ไปจนถึงการส่งออก ซึ่งหากดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดต้นทุน รักษาคุณภาพสินค้า และสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยได้อย่างยั่งยืน
นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคการเกษตรต้องเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่อาจหยุดชะงัก (Supply Shock) ตลอดจนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนส่งผลต่อต้นทุนการผลิต คุณภาพผลผลิต และความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย การพัฒนาโลจิสติกส์จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับภาคการเกษตร และรองรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความท้าทายในระยะต่อไปไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการขนส่งสินค้าให้ถึงตลาดอย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการบริหารความเสี่ยงตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ระดับฟาร์ม โรงคัดแยก โรงงานแปรรูป ไปจนถึงปลายทางการส่งออก เพราะปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ สภาพภูมิอากาศ และเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น วัตถุดิบขาดแคลน รวมถึงกระทบต่อคุณภาพสินค้าเกษตรหลายชนิด เช่น ปริมาณแป้งในมันสำปะหลัง หรือค่าความหวานของอ้อย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มและการส่งออก
ด้วยเหตุนี้ สศก. จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาโลจิสติกส์ในมิติที่ครอบคลุมทั้งระบบ โดยมุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการผลิต การกระจายสินค้า และการเข้าถึงตลาด พร้อมลดการพึ่งพาแหล่งวัตถุดิบหรือปลายทางการค้าเพียงแห่งเดียว เพื่อให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรมสามารถปรับตัวรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความมั่นคงให้กับภาคเกษตรของประเทศในระยะยาว
ขณะเดียวกัน แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตร พ.ศ. 2566–2570 กำลังจะสิ้นสุดลง สศก. โดยกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร จึงเริ่มเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกร และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลมาจัดทำแผนปฏิบัติการฉบับใหม่สำหรับช่วงปี 2571–2575 ให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และโครงสร้างภาคเกษตรที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
สำหรับผลการดำเนินงานภายใต้แผนฉบับปัจจุบันที่ผ่านมา ได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพของเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่ง และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยบริหารจัดการโลจิสติกส์ภาคการเกษตร ส่งผลให้การเชื่อมโยงผลผลิตจากแหล่งผลิตสู่ตลาดมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมช่วยลดต้นทุนในหลายกระบวนการ
ในระยะต่อไป สศก. ตั้งเป้าให้แผนโลจิสติกส์ภาคการเกษตรฉบับใหม่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของสินค้าเกษตรไทย ทั้งในด้านคุณภาพ ความรวดเร็วในการกระจายสินค้า และการเชื่อมโยงตลาดในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ และเสริมศักยภาพการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในเวทีการค้าโลกอย่างยั่งยืน

