นับเป็นข่าวดีครั้งใหญ่ที่สร้างความโล่งใจไปทั่วโลก เมื่อสหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงยุติความขัดแย้งอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการสงบศึกในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ที่จะช่วยจุดพลุให้เศรษฐกิจการค้าโลก และระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศกลับเข้าสู่โหมดฟื้นตัวอีกครั้ง แน่นอนว่าภาคการส่งออกของไทยที่เคยต้องเผชิญกับมรสุมความผันผวนด้านพลังงานและค่าขนส่งในช่วงที่ผ่านมา ก็เตรียมรับอานิสงส์เชิงบวกจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั่วโลกที่กำลังทยอยกลับคืนมาด้วยเช่นกัน

แหล่งข่าวจากสายการเดินเรือระหว่างประเทศเปิดเผยว่า เมื่อภัยคุกคามทางภูมิรัฐศาสตร์ลดระดับลง บรรยากาศในการจับจ่ายใช้สอยและการลงทุนจะกลับมาคึกคักตามกลไกธรรมชาติ ทันทีที่ผู้คนกล้าเดินทางและภาคธุรกิจกล้าขยายการลงทุน ความต้องการสินค้าหรือดีมานด์ในตลาดโลกจะดีดตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นแรงผลักดันชั้นดีที่ช่วยอุ้มภาคการส่งออกของหลายประเทศรวมถึงไทยให้กลับมาลืมตาอ้าปากได้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความขัดแย้งจะยุติลงแล้ว แต่ใช่ว่าแผลเป็นในระบบซัพพลายเชนโลกจะหายดีในทันที แหล่งข่าวระบุว่าผลกระทบเชิงบวกอาจยังไม่แสดงผลชัดเจนในระยะสั้น เนื่องจากโครงข่ายการขนส่งทางทะเลทั่วโลกยังคงตกอยู่ในภาวะติดขัดและเสียสมดุลจากการสะสมของปัญหาในช่วงก่อนหน้า ปัจจุบันเรือสินค้าและตู้คอนเทนเนอร์กระจัดกระจายอยู่ผิดที่ผิดทางในหลายภูมิภาค ทำให้การจะจัดระเบียบตารางเดินเรือใหม่ให้ลงตัวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

ความท้าทายหลักหลังจากนี้คือการปรับเส้นทางเดินเรือระดับโลก โดยเฉพาะเรือสินค้าที่เคยถูกสั่งให้เปลี่ยนเส้นทางอ้อมเพื่อหลบภัยความตึงเครียดบริเวณตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งพลังงานโลก สายการเดินเรือทุกค่ายจำเป็นต้องดึงเรือเหล่านี้กลับเข้าสู่เส้นทางเดิม ซึ่งเปรียบเสมือนการล้างไพ่จัดตารางเดินรถไฟใหม่ทั้งกระดาน จึงมีการคาดการณ์ว่าระบบโลจิสติกส์โลกอาจต้องใช้เวลาปรับสมดุลยาวนานอย่างน้อย 6 เดือน

การจัดตารางเดินเรือใหม่ในครั้งนี้ถูกเปรียบเทียบว่าไม่ต่างอะไรกับการจัดการจราจรหลังจบงานคอนเสิร์ตหรืออีเวนต์ขนาดใหญ่ ที่แม้ช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่การที่รถยนต์จำนวนมหาศาลพยายามจะเบียดเสียดเดินทางกลับพร้อมๆ กัน ย่อมทำให้เกิดความแออัดคอขวดตามท่าเรือต่างๆ และต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าที่กระบวนการโลจิสติกส์จะกลับมาไหลลื่นเป็นปกติ

เมื่อหันมามองแนวโน้มการส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ บรรดานักวิเคราะห์มองว่ายังเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปว่าไทยจะโกยรายได้เข้าประเทศได้ทันที เพราะในช่วงที่สงครามยังคุโม่ ผู้ซื้อในต่างประเทศจำนวนมากได้พากันเร่งสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าตุนเอาไว้ก่อนแล้ว (Front Loading) ส่งผลให้หลายๆ ตลาดยังมีสินค้าค้างอยู่ในคลังค่อนข้างสูง และอาจเลือกชะลอการสั่งซื้อรอบใหม่ไปสักระยะในข่วงที่ราคาน้ำมันกำลังเริ่มปรับฐาน

ทว่า ตลาดที่น่าจับตามองและมีแววจะฟื้นตัวได้เร็วที่สุดคือกลุ่มประเทศในแถบตะวันออกกลาง เนื่องจากมีความต้องการสินค้าและวัตถุดิบมหาศาลเพื่อนำไปใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและขับเคลื่อนกิจกรรมทางธุรกิจหลังเสร็จสิ้นสงคราม แหล่งข่าวประเมินว่าภาพการค้าโลกที่ชัดเจนน่าจะเริ่มปรากฏให้เห็นหลังเดือนตุลาคมเป็นต้นไป ซึ่งหมายความว่าอานิสงส์บวกที่จะส่งผลต่อตัวเลขการส่งออกของไทยอย่างเนื้อๆ เน้นๆ น่าจะไปสะท้อนให้เห็นเด่นชัดในปีหน้ามากกว่า

หากสถานการณ์ความสงบนี้ดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น ต้นทุนค่าขนส่งลดฮวบลง และซัพพลายเชนกลับเข้าสู่สภาวะสมดุล การส่งออกไทยในปีข้างหน้ามีโอกาสอย่างยิ่งที่จะเติบโตอย่างร้อนแรง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งคาดว่าจะเป็นจังหวะพีกที่สุดของภาคการค้าโลกเมื่อทุกอย่างกลับมาเดินหน้าได้เต็มสูบ และนั่นจะเป็นโอกาสทองที่ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมความพร้อมเรื่องกำลังการผลิตเอาไว้ตั้งแต่วันนี้