สัญญาณบวกครั้งใหญ่เกิดขึ้นกับวงการการค้าและโลจิสติกส์ไทย เมื่อคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ออกมาแสดงความขานรับและชื่นชมนโยบายของรัฐบาลที่ได้เร่งขับเคลื่อนการปรับปรุงกฎหมายและข้อบังคับที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในนาม กกร. เปิดเผยว่า ความร่วมมือผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เริ่มออกดอกออกผลอย่างจับต้องได้ ถือเป็นมิติใหม่ของการทำงานที่มุ่งเน้นการตัดลดขั้นตอนและลดต้นทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ความคืบหน้าที่น่าสนใจนี้เกิดจากการที่ กกร. ได้รวบรวมข้อเสนอปรับปรุงกฎหมายลำดับรองจำนวน 58 เรื่อง เสนอต่อภาครัฐ ซึ่งล่าสุดได้รับการนำมาจัดลำดับความสำคัญและวางระบบการทำงานอย่างชัดเจน โดยมี 11 เรื่องเร่งด่วน ที่สามารถลงมือทำได้ทันทีหรืออยู่ระหว่างดำเนินการ ขณะที่อีก 21 เรื่องอยู่ระหว่างการประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนอีก 26 เรื่องที่เหลือจะเข้าสู่กระบวนการศึกษาผลกระทบเชิงนโยบายเพิ่มเติม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการรื้อถอนอุปสรรคทางการค้าอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการปลดล็อกครั้งนี้ คือการปรับปรุงข้อกฎหมายเกี่ยวกับการนำผ่าน (Transit) และการถ่ายลำ (Transshipment) สินค้า โดยภาครัฐเห็นชอบหลักการให้ใช้ความหมายของคำว่า "นำผ่าน" เป็นมาตรฐานเดียวกันกับกฎหมายศุลกากร ซึ่งครอบคลุมทั้งการขนส่งผ่านแดนและการถ่ายลำเรือ พร้อมปรับเปลี่ยนมาตรการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยง โดยกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงต่ำจะถูกเปลี่ยนจากระบบ "ขออนุญาต" มาเป็นระบบ "จดแจ้ง" แทน ตามแนวทาง Risk-based Regulation
การรื้อกฎระเบียบการถ่ายลำสินค้าในครั้งนี้ จะช่วยทลายกำแพงความซ้ำซ้อนในการตีความเอกสาร ลดการใช้ดุลพินิจที่ไม่จำเป็นของเจ้าหน้าที่ และเพิ่มความคล่องตัวในการบังคับใช้กฎหมายอย่างมหาศาล ผลลัพธ์ที่ได้คือความรวดเร็วในการเคลื่อนย้ายตู้สินค้าผ่านท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือกรุงเทพ และท่าอากาศยานทั่วประเทศ ซึ่งเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นเอกในการเสริมศักยภาพให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านการค้าและการขนส่งของภูมิภาคอาเซียนได้อย่างเต็มภาคภูมิ
อีกหนึ่งข่าวดีที่ช่วยลดภาระภาคขนส่งอย่างแท้จริง คือการเห็นชอบปรับปรุงข้อกำหนดความสูงของรถบรรทุกที่ขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุต แบบ High Cube โดยมีการขยับเพดานความสูงจากเดิมไม่เกิน 4.2 เมตร ขึ้นมาเป็น 4.6 เมตรจากพื้นทาง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการขนส่งและเทคโนโลยีตู้สินค้าในระดับสากล การปลดล็อกความสูงครั้งนี้ช่วยกำจัดข้อจำกัดทางกายภาพในการขนส่ง ลดความเสี่ยงในการทำผิดกฎหมายโดยไม่ตั้งใจ และช่วยเซฟต้นทุนการดำเนินงานให้กับผู้ประกอบการโลจิสติกส์ได้อย่างมหาศาล
กกร. มองว่า ทั้งสองมาตรการนี้เป็นตัวอย่างการแก้ปัญหาที่ตรงจุดและส่งผลสะเทือนเชิงบวกโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุนของภาคธุรกิจ แม้จะเป็นเพียงข้อบังคับในรายละเอียดทางปฏิบัติ แต่หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าใช้แนวคิดนี้ขยายผลไปสู่กฎระเบียบในมิติอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง จะเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ (Ease of Doing Business) ที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติและยกระดับความเชื่อมั่นให้แก่ภาคเอกชนไทยในระยะยาว
หลังจากนี้ กกร. ยืนยันที่จะทำงานสอดประสานกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด ทั้งการเสนอประเด็นปัญหา การร่วมวางโซลูชันแก้ไข ตลอดจนการติดตามประเมินผลอย่างจริงจัง โดยเน้นย้ำว่าดัชนีวัดความสำเร็จของการปรับปรุงกฎหมายในยุคใหม่ ไม่ควรนับเพียงแค่ "จำนวนฉบับ" ของกฎหมายที่ถูกแก้ไข แต่วัดกันที่ตัวเลขต้นทุนที่ลดลง อุปสรรคที่หายไป และความสปีดคล่องตัวที่ภาคธุรกิจสัมผัสได้จริงในการลงมือทำมาหากินในทุกๆ วัน

